
กรีซเฮ!รับเงินช่วยงวดแรก19มี.ค.
5.9พันล้านมุ่งปฏิรูปธนาคารIMFเตือนเดินหน้าอดออมต่อ
5.9พันล้านมุ่งปฏิรูปธนาคารIMFเตือนเดินหน้าอดออมต่อ
กรีซเฮได้เงินช่วยก้อนแรก 5,900 ล้านยูโร 19 มี.ค. ด้านไอเอ็มเอฟเตือน เอเธนส์ส่อออกจากยูโรโซนหากติดเบรกรัดเข็มขัด
แมทเทแอส มอร์ ตัวแทนคณะกรรมาธิการยุโรปในทีมตรวจสอบทรอยกา เปิดเผยเมื่อวันที่ 17 มี.ค.ว่า กรีซจะได้รับเงินช่วยเหลือก้อนแรกมูลค่า 5,900 ล้านยูโร (ราว 2.3 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงินช่วยเหลือจากอียูและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จากทั้งหมด 1.3 แสนล้านยูโร (ราว 5.3 ล้านล้านบาท) ในวันจันทร์ที่ 19 มี.ค. เพื่อช่วยรัฐบาลกรุงเอเธนส์รอดพ้นการผิดนัดชำระหนี้
หนึ่งในเป้าหมายของเงินช่วยเหลือส่วนแรกนี้คือการนำไปใช้ปฏิรูปโครงสร้างเงินทุนของภาคธนาคาร เนื่องจากแผนสวอปหนี้กับบรรดาเจ้าหนี้ภาคเอกชนส่งผลให้เกิดช่องว่างในบัญชีงบดุลของภาคธนาคาร ซึ่งถือพันธบัตรรัฐบาลกรีซ
กรีซยังจำเป็นต้องเดินหน้าใช้แผนรัดเข็มขัดเพื่อตัดลดยอดหนี้สาธารณะอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรลุเป้าหมายตัดลดยอดการขาดดุลการคลังที่ไม่รวมรายจ่ายที่เกี่ยวกับภาระหนี้ให้ได้อยู่ที่ 1% ในปีนี้
ทั้งนี้ อียูและไอเอ็มเอฟจะทยอยปล่อยเงินช่วยเหลือแก่กรีซทั้งหมดรวม 1.72 แสนล้านยูโร (ราว 6.9 ล้านล้านบาท) จนถึงปี 2559 โดยจำนวนเงินดังกล่าวหมายรวมถึงเงินส่วนที่เหลือจากแพ็กเกจเงินช่วยเหลืองวดแรกมูลค่า 1.1 แสนล้านยูโร (ราว 4.5 ล้านล้านบาท) และแพ็กเกจเงินช่วยเหลืองวดที่ 2 มูลค่า 1.3 แสนล้านยูโร
ขณะเดียวกัน ไอเอ็มเอฟ เปิดเผยว่า กรีซอาจต้องเผชิญออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มยูโรโซน ซึ่งจะสร้างความเสียหายทางการเงินและความวุ่นวายเป็นอย่างมาก หากกรีซไม่ได้รับความช่วยเหลือด้านการเงินจากนานาชาติ
นอกจากนี้ กรีซยังคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงหลายปัจจัย เช่น การเปลี่ยนขั้วทางการเมืองจากการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในปีนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการตัดลดยอดหนี้สาธารณะของประเทศ
“นโยบายรัดเข็มขัดที่ล่าช้าล้วนจะนำไปสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้นและส่งผลร้ายต่อยอดหนี้สาธารณะของประเทศให้เลวร้ายขึ้น” ไอเอ็มเอฟระบุ พร้อมย้ำว่า หากกรีซต้องออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซนจริงจะสร้างความเสียหายไม่เพียงแต่ระบบเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกที่เหลือในยุโรป แต่อาจขยายเป็นวงกว้างกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
รายงานระบุว่า ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลง และนโยบายการคลังเพื่อตัดลดค่าใช้จ่ายขาดดุลอันเข้มงวด อันเป็นผลมาจากการที่กรีซต้องออกจากระบบการเงินยูโรโซน ล้วนผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าจ้างและทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และทำให้ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจลดลงอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมพรรคสังคมนิยมกรีซประกาศให้ อีแวนเกลอส เวนิเซลอส รัฐมนตรีคลังขึ้นนั่งเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่แทน จอร์จ ปาปันเดรอู อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อเตรียมทำศึกเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 29 เม.ย.







