
1 ปี 11 มีนาทมิฬ โตเกียวรอวันพินาศกับมหาแผ่นดินไหว!
เป็นข่าวร้ายไม่น้อยสำหรับญี่ปุ่น เมื่อวันครบรอบ 1 ปี เหตุแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิในวันที่ 11 มี.ค.นี้
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เป็นข่าวร้ายไม่น้อยสำหรับญี่ปุ่น เมื่อวันครบรอบ 1 ปี เหตุแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิในวันที่ 11 มี.ค.นี้ คณะนักวิทยาศาสตร์ได้ออกโรงเตือนฉลองวันครบรอบ ว่า มหานครกรุงโตเกียว เมืองหลวงอันดับ 1 ของญี่ปุ่น ซึ่งเต็มไปด้วยตึกระฟ้าแห่งนี้ กำลังเสี่ยงจะถูกถล่มอย่างหนักจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ซึ่งจะก่อความเสียหายอย่างประเมินค่ามิได้ ผู้คนนับพันจะล้มตายในเขตพื้นที่ตั้งของกรุงโตเกียวและพื้นที่ชายเมืองโดยรอบ ซึ่งเรียกว่า “เกรตเตอร์ โตเกียว” มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นถึง 35 ล้านคน
แต่ที่น่าหวาดผวาที่สุดก็คือ โตเกียวตั้งอยู่บนรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกที่ยัง “ไม่นิ่ง” อยู่ถึง 4 แผ่น ซึ่งในปัจจุบันนี้โตเกียวเกิดการสั่นไหวอยู่แทบทุกวัน โดยวัดระดับการสะเทือนได้ที่ราวๆ 1.5 ริกเตอร์ ซึ่งประชาชนอาจจะไม่สามารถรู้สึกถึงแรงสั่นดังกล่าว
กระนั้นก็ตาม ก็ต้องยอมรับกันว่าชาวโตเกียวต่างคุ้นเคยและรู้จักกับแผ่นดินไหวเป็นอย่างดี ซึ่งการรับมือและป้องกันก็เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อเกิดการสั่นไหวถึง 9 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ปีที่แล้ว ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ แรงสั่นสะเทือนถึงกับทำให้ตึกทั่วโตเกียวโยกไปมาดั่งกับของเล่น ระบบรถไฟฟ้าใต้ดินหยุดการทำงานอัตโนมัติ และที่สำคัญก็คือ ไม่เกิดความเสียหายรุนแรงขึ้นกับโตเกียว
แต่นั่นก็ไม่อาจจะไว้วางใจได้นัก เมื่อนักวิทยาศาสตร์จากศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวของมหาวิทยาลัยโตเกียว กล่าวว่า ภายในช่วงเวลา 4 ปีนี้ โตเกียวมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวที่มีขนาดรุนแรงกว่า 7 ริกเตอร์ขึ้นไป โดยโอกาสนี้มีอยู่ถึง 50%
เพราะต้องไม่ลืมว่าโตเกียวตั้งอยู่บนรอยต่อแผ่นเปลือกโลก 4 แผ่น ซึ่งกำลังสะสมแรงกดดันมาจากเมื่อครั้งแผ่นดินไหว 9 ริกเตอร์ครั้งก่อน เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2554 อยู่ไม่น้อย
“เราจะต้องเตรียมพร้อมให้ดีกับแผ่นดินไหวที่จะเกิดขึ้น” อาซาฮิโกะ ตาอิระ ผู้อำนวยการสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากญี่ปุ่น กล่าวลั่น
ทั้งนี้ จากแบบจำลองเหตุแผ่นดินไหวที่ทางสำนักงานได้ทำการทดสอบขึ้นนั้น ปรากฏว่าถ้าหากเกิดแผ่นดินไหวขึ้นที่ระดับ 7.3 ริกเตอร์ ทางตอนเหนือของอ่าวโตเกียวนั้น จะทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 6,400 คน บาดเจ็บอีกกว่าแสน บ้านเรือน 4.71 แสนหลังคาเรือนถูกทำลายราบ เกิดเพลิงไหม้ขึ้นทั่วไป และที่สำคัญจะทำให้เกิดขยะขึ้นมากถึง 96 ล้านตัน หรือมากกว่าเมื่อครั้งคลื่นยักษ์สึนามิถล่มเมื่อวันที่ 11 มี.ค. ถึง 4 เท่า
ขณะที่ประชาชนอีกนับล้านไม่มีที่อยู่อาศัย ที่พักชั่วคราวไม่เพียงพอ และประชาชนอีกกว่า 1 ล้านครัวเรือนจะไม่มีไฟฟ้า น้ำประปา ก๊าซ และระบบโทรคมนาคมในด้านเศรษฐกิจ ความเสียหายจะพุ่งขึ้นถึง 1.45 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของจีดีพีของญี่ปุ่นทั้งประเทศ อีกทั้งผลกระทบจะส่งผลรุนแรงสู่ภาคการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมอย่างหนัก การดำเนินชีวิตของประชาชนจะหยุดชะงัก และยังจะลดอิทธิพลของญี่ปุ่นต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ของโลกลงด้วย
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นต้องประสบกับแผ่นดินไหวรุนแรงเป็นประจำทุกปี ย้อนไปเมื่อปี 2466 เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ขนาด 7.39 ริกเตอร์ ขึ้นที่เขตเกรตเตอร์ กันโตะ ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ขึ้นทั่ว ประชาชนเสียชีวิตมากถึง 142,800 คน
เนื่องจากภัยแผ่นดินไหวไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าและป้องกันได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้ญี่ปุ่นจำเป็นต้องพิจารณาเมืองหลวงสำรองเอาไว้แล้ว เมืองดังกล่าวคือ “โอซากา” ซึ่งถือเป็นเมืองใหญ่รองจากกรุงโตเกียวเท่านั้น ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกห่างออกไป 550 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าจะเป็นเมืองหลวงสำรองที่ดีที่สุด
อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างศูนย์ราชการและสำนักงานต่างๆ ขึ้นที่โอซากาในขณะนี้นั้นก็ยังไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากสถานะทางการเงินของญี่ปุ่นที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆ กับภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาติดต่อมานานหลายปี
ดังนั้น สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ได้แนะนำก็คือ โตเกียวควรจะหาทางลดความเสียหายหากเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ถล่มขึ้นมาจริงๆ
“เป็นเรื่องยากมากที่จะทำนายได้ชัดๆ ว่าจะเกิดแผ่นดินไหวขึ้นเมื่อไหร่ แต่หากเราเข้าใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น และจากนี้ไปเราก็จะต้องเร่งพัฒนายุทธศาสตร์รับมือเตรียมพร้อมให้ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นมีน้อยที่สุด” ตาอิระ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์อีกหลายรายมองสถานการณ์ว่าอาจจะเลวร้ายหนักกว่านั้น และภัยที่จะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ทั่วประเทศ
โรเบิร์ต เกลเลอร์ ศาสตราจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์ว่าด้วยโลกแห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว กล่าวว่า ญี่ปุ่นไม่อาจจะเพิกเฉยกับความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวขึ้นทั่วประเทศได้เลย โดยเฉพาะเมื่อญี่ปุ่นมีโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์กระจายอยู่เต็มไปหมดถึง 54 เตา ซึ่งหมายความว่าความเสี่ยงไม่ได้กระจุกตัวอยู่แต่ที่โตเกียวเท่านั้น
“การประเมินความเสี่ยงที่ว่าจุดนี้อันตราย กว่าจุดอื่นนั้น ถือเป็นวิธีการประเมินที่ไม่ได้ผล และไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง ซึ่งเคยเกิดความผิดพลาดขึ้นมาแล้ว โดยเมื่อก่อนที่จะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่เมื่อวันที่ 11 มี.ค. และเกิดสึนามิขึ้นนั้น รัฐบาลก็เคยประเมินเอาไว้ว่าบริเวณดังกล่าวมีความเสี่ยงต่ำ!”







