posttoday
ยูโรโซนเสี่ยงเจ๊งอีกล้านล้านยูโร หวั้นเจ้าหนี้แฮร์คัตกรีซได้ไม่ถึงเป้า

ยูโรโซนเสี่ยงเจ๊งอีกล้านล้านยูโร หวั้นเจ้าหนี้แฮร์คัตกรีซได้ไม่ถึงเป้า

07 มีนาคม 2555

เร่งเจ้าหนี้กรีซยอมทำสวอปหนี้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ หวั่นเศรษฐกิจยูโรโซนส่อเสียหายเพิ่ม 1 ล้านล้านยูโรหากไม่สำเร็จ

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

เร่งเจ้าหนี้กรีซยอมทำสวอปหนี้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ หวั่นเศรษฐกิจยูโรโซนส่อเสียหายเพิ่ม 1 ล้านล้านยูโรหากไม่สำเร็จ

รอยเตอร์สเปิดเผยรายงานของสถาบัน การเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ระบุว่า หากกรีซไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องแผนสวอปหนี้กับบรรดาเจ้าหนี้ภาคเอกชนได้สำเร็จตามเงื่อนไข นอกจากจะทำให้กรีซไม่ได้รับเงินช่วยเหลือและต้องผิดนัดชำระหนี้แล้ว อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในยูโรโซนถึง 1 ล้านล้านยูโร (1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) โดยที่อิตาลีและสเปนอาจต้องขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมเพื่อป้องกันวิกฤตหนี้ลุกลาม

สถาบันไอไอเอฟ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนเจรจาของบรรดาเจ้าหนี้ ต้องการให้บรรดาเจ้าหนี้ภาคเอกชน ซึ่งถือครองพันธบัตรรัฐบาลกรีซยอมรับข้อตกลงการทำสวอปหนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการรับเงินช่วยเหลืองวด 2 จากสหภาพยุโรปและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) มูลค่า 1.3 แสนล้านยูโร (1.71 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) ภายในกำหนดเส้นตายวันที่ 8 มี.ค. เพื่อช่วยตัดลดหนี้กรีซราว 1.07 แสนล้านยูโร (1.41 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) จากทั้งหมด 3.5 แสนล้านยูโร (4.62 แสนล้านเหรียญสหรัฐ)

รายงานระบุว่า หากกรีซไม่สามารถบรรลุข้อตกลงดังกล่าวได้ จะส่งผลให้ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของกรีซ ได้รับความเสียหายคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1.77 แสนล้านยูโร (2.33 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งสูงกว่าปริมาณสินทรัพย์ภายใต้การบริหารถึง 200%

ยูโรโซนเสี่ยงเจ๊งอีกล้านล้านยูโร หวั้นเจ้าหนี้แฮร์คัตกรีซได้ไม่ถึงเป้า

 

นอกจากนี้ ไอร์แลนด์และโปรตุเกสอาจต้องขอรับเงินช่วยเหลือสูงถึงราว 3.8 แสนล้านยูโร (5.01 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) นานถึง 5 ปีเพื่อป้องกันผลกระทบหากกรีซต้องผิดนัดชำระหนี้ เช่นเดียวกับที่ต้องมีการอัดฉีดเงินช่วยเหลือสเปนและอิตาลีเพื่อป้องกันวิกฤตหนี้กรีซลุกลามอีกราว 3.5 แสนล้านยูโร (4.62 แสนล้านเหรียญสหรัฐ)

ขณะเดียวกัน สถาบันไอไอเอฟอาจต้องใช้ทุนเพื่อปฏิรูปโครงสร้างหนี้ของธนาคารต่างๆ ที่ประสบวิกฤตหนี้อีกราว 1.6 แสนล้านยูโร (2.11 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งรวมแล้วคิดเป็นมูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจประเทศในยูโรโซนทั้งสิ้น 1 ล้านล้านยูโร (1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ)

ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไขของแผนสวอปหนี้ บรรดาธนาคาร เฮดจ์ฟันด์ กองทุนบำเหน็จ บำนาญและบรรดาเจ้าหนี้เอกชน ซึ่งถือครองพันธบัตรรัฐบาลกรีซมูลค่า 2 แสนล้านยูโร (2.64 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) ต้องยอมรับการตัดลดมูลค่าพันธบัตรตามหน้าตราสารสูงถึง 53.5% ซึ่งจะสามารถช่วยตัดลดหนี้กรีซได้ถึง 1.07 แสนล้านยูโร (1.41 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) จากทั้งหมด 3.5 แสนล้านยูโร (4.62 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) ด้วยการนำเอาพันธบัตรเก่าที่ถือครองอยู่ที่มีระยะเวลาไถ่ถอนเพียง 7 ปีมาเปลี่ยนเป็นพันธบัตรฉบับใหม่ที่ระยะไถ่ถอนนานขึ้นถึง 30 ปีโดยที่อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรกรีซจะลดลงอยู่ที่เฉลี่ย 3.65% จาก 4.8%

รายงานระบุว่า กรีซต้องการให้บรรดาเจ้าหนี้ภาคเอกชน ซึ่งถือครองพันธบัตรรัฐบาลกรีซสูงถึง 90% หรือมากกว่านั้นยอมรับข้อตกลงตัดลดหนี้ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม หากมีเจ้าหนี้ซึ่งถือครองพันธบัตรรัฐบาลกรีซต่ำกว่า 90% แต่มากกว่า 75% เข้าร่วมทำแผนสวอปหนี้มีสัดส่วนไม่ถึง 75% กรีซสามารถบังคับให้ผู้ถือครองพันธบัตรทุกรายต้องนำพันธบัตรมาแลกเปลี่ยนโดยปริยาย

ทั้งนี้ หากบรรดาเจ้าหนี้ที่ถือครองพันธบัตรกรีซเข้าร่วมทำแผนสวอปหนี้สัดส่วนน้อยกว่า 75% จะทำให้ข้อตกลงสวอปหนี้ดังกล่าวไร้ผล ซึ่งจะส่งผลให้กรีซต้องผิดนัดชำระหนี้ในที่สุด และจะทำให้วิกฤตหนี้ยูโรโซนทวีความรุนแรงขึ้น

ทั้งนี้ ในขณะนี้มีกลุ่มเจ้าหนี้รายใหญ่ 12 แห่ง ซึ่งหมายรวมถึง กลุ่มอลิอันซ์ บริษัทประกันภัยสัญชาติเยอรมัน ธนาคารบีเอ็นพี ปารีบาส์ของฝรั่งเศส ธนาคารคอมเมิร์ซแบงก์ และธนาคารดอยช์แบงก์ของเยอรมนี ยูโรแบงก์ อีเอฟจี ของกรีซและเนชั่นแนล แบงก์ ออฟ กรีซ ซึ่งถือครองพันธบัตรราว 1 ใน 5 ของพันธบัตรทั้งหมดมูลค่าราว 2.06 แสนล้านยูโร (2.71 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) ตกลงที่จะเข้าร่วมทำสวอปหนี้แล้ว

อย่างไรก็ตาม แกรี เจนกินส์ นักวิเคราะห์ สถาบันวิจัยสวอด์ฟิชมองว่า รายงานของไอไอเอฟดังกล่าวเขียนขึ้นโดยวิเคราะห์สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อกระตุ้นให้บรรดาเจ้าหนี้เข้าร่วมการทำสวอปหนี้ในครั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการขาดทุนครั้งรุนแรง

เจนกินส์ คาดการณ์ว่าน่าจะมีบรรดาเจ้าหนี้เข้าร่วมแผนดังกล่าวตามเป้าคือราว 75% โดยที่หลังจากนั้น รัฐบาลกรีซจะประกาศใช้มาตรการต่อรองซีเอซีบังคับให้ผู้ถือครองพันธบัตรทุกรายต้องนำพันธบัตรมาแลกเปลี่ยน

ก่อนหน้านี้ อีวานเกลอส เวนิสเซลอส รัฐมนตรีคลังกรีซเปิดเผยว่า ข้อตกลงเรื่องแผนสวอปหนี้ที่รัฐบาลกรีซเสนอถือว่าเป็นข้อตกลงที่ดีที่สุดที่บรรดาเจ้าหนี้จะได้รับ พร้อมกับประกาศว่า รัฐบาลกรีซจะไม่ลังเลที่จะดำเนินการบังคับใช้มาตรการซีเอซี เพื่อบังคับให้บรรดาเจ้าหนี้ที่ปฏิเสธข้อตกลงดังกล่าวต้องยอมรับข้อตกลง หรือเสี่ยงที่จะไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆ จากพันธบัตรที่ลงทุนไปเลย

ขณะเดียวกัน ยูโรสแตท ซึ่งเป็นสำนักงานสถิติของสหภาพยุโรป (อียู) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจยูโรโซนในปี 2554 ขยายตัวเพียง 1.4% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.5% ส่งสัญญาณให้เห็นว่า เศรษฐกิจยุโรปได้เข้าสู่ภาวะถดถอยแบบเบาบางแล้ว

รายงานระบุว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในยูโรโซน ส่งสัญญาณว่า ยุโรปอาจต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อน หรือภาวะถดถอยที่ตามมาด้วยการฟื้นตัวในช่วงสั้นๆ ก่อนจะกลับไปถดถอยอีกครั้งภายใน 3 ปี

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท