posttoday
ตีแผ่รัฐเซียยุคมืดใต้เงา"ปูติด"12ปีแห่งคอร์รับชั่นและเศรษฐกิจเปราะบาง

ตีแผ่รัฐเซียยุคมืดใต้เงา"ปูติด"12ปีแห่งคอร์รับชั่นและเศรษฐกิจเปราะบาง

04 มีนาคม 2555

หากเอ่ยชื่อ “วลาดิมีร์ ปูติน” เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักนายกรัฐมนตรีผู้ทรงอิทธิพลของรัสเซีย

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

หากเอ่ยชื่อ “วลาดิมีร์ ปูติน” เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักนายกรัฐมนตรีผู้ทรงอิทธิพลของรัสเซีย ซึ่งในอดีตเคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีถึง 2 สมัย และในวันนี้ก็กำลังหวนคืนสู่เก้าอี้ผู้นำสูงสุดของประเทศอีกครั้ง หลังถูกยกให้เป็นตัวเก็งที่จะคว้าชัยในการเลือกตั้งประธานาธิบดี

ปูติน เคยได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ฉุดรัสเซียขึ้นมาจากปากเหวอย่างแท้จริง เพราะสามารถกอบกู้ประเทศให้กลับมายิ่งใหญ่บนเวทีโลกได้อีกครั้ง ภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต จนปัจจุบันเศรษฐกิจของรัสเซียมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 11 ของโลก

เม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ไหลเข้าประเทศประกอบกับฐานะความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นกลาง ซึ่งดีขึ้นกว่าเดิมในช่วงที่ปูตินกุมบังเหียนอยู่นั้น ทำให้ปูตินกลายเป็นบุคคลที่ชาวรัสเซียทั้งประเทศรักและเทิดทูน

ยิ่งไปกว่านั้น ชื่อเสียงและกระแสความนิยมในตัวปูตินยังแพร่กระจายไปทั่วโลก ถึงขนาดที่นิตยสารชื่อดังอย่างไทม์ยกให้เป็น “ผู้ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก” เมื่อปี 2550 ขณะที่สื่อต่างประเทศยกปูตินให้เป็น “ซาร์แห่งรัสเซีย” ยุคใหม่

ทว่าแนวทางในการบริหารประเทศของปูตินกลับกลายเป็น “ดาบสองคม” ต่อรัสเซีย เพราะแม้ในระยะแรกจะนำมาซึ่งพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดของประเทศ แต่ปัจจุบันสถานการณ์กลับตาลปัตรโดยสิ้นเชิง

เพราะต้องไม่ลืมว่า กลยุทธ์ที่ปูตินเลือกใช้ในการพัฒนาประเทศและการได้มาซึ่ง “อำนาจ” เด็ดขาดนั้น คือ 1.การยื่นข้อเสนอสุดพิเศษให้แก่บรรดาผู้มีอิทธิพลในประเทศ คือ ยอมให้เจ้าพ่อถิ่นหมีขาวทั้งหลายสามารถ “กอบโกยผลประโยชน์ได้เต็มที่” เพื่อแลกกับการสนับสนุนปูตินและการไม่ยุ่งเกี่ยวทางการเมือง และ 2.การผลักดันให้รัสเซียเป็นผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่ของโลก

 

ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าการได้มาซึ่งอำนาจนั้น ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากกลุ่มคนส่วนใหญ่ในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผู้ที่มีอิทธิพล” ซึ่งในกรณีของปูตินนั้นก็คือ กลุ่มนักธุรกิจในประเทศนั่นเอง

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้กลุ่มเหล่านี้เข้ามาก้าวก่ายทางการเมือง และขณะเดียวกันก็เพื่อเรียกเสียงสนับสนุนจากกลุ่มผู้มีอิทธิพลในสังคม ปูตินจึงยอมนิ่งเฉยต่อการทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นภายในประเทศ ซึ่งหากพิจารณาในแง่ของปูตินแล้ว ถือเป็นกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จ เพราะอำนาจทางการเมืองทั้งหมดก็ตกอยู่ในมือปูตินแต่เพียงผู้เดียว

นอกจากนี้ การมีอำนาจเด็ดขาดนั้นยังส่งผลให้ปูตินสามารถปกครองประเทศได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลตัดสินใจละเลยปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันมาเป็นเวลานานจนกลายเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคม ในที่สุดรัสเซียก็ได้กลายมาเป็น “รัฐมาเฟีย”

เมื่อปี 2553 เว็บไซต์หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนของอังกฤษ รายงานโดยอ้างเอกสารลับทางการทูตของสหรัฐ ซึ่งถูกเว็บไซต์วิกิลีกส์แฉว่า รัฐบาลรัสเซียให้การคุ้มครองเหล่าแก๊งอาชญากรอย่างลับๆ โดยมีการใช้กลุ่มเหล่านี้ให้ทำงานสกปรกให้ ไม่ว่าจะเป็นการฟอกเงิน ค้าอาวุธ ขู่กรรโชกหรือแม้กระทั่งฆาตกรรม

 

ตีแผ่รัฐเซียยุคมืดใต้เงา"ปูติด"12ปีแห่งคอร์รับชั่นและเศรษฐกิจเปราะบาง

หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ ใครก็ตามที่พยายามเปิดโปงหรือขัดขวางผลประโยชน์ของรัฐบาล ก็จะต้องถูกกำจัดทันที

ดังเช่นกรณีของ มิคาอิล โคดรอคอฟสกี มหาเศรษฐีน้ำมันที่เคยร่ำรวยที่สุดในรัสเซีย ซึ่งเมื่อปี 2548 ถูกศาลรัสเซียตัดสินจำคุกเป็นเวลา 9 ปี ในข้อหาโกงและเลี่ยงภาษี

ทว่านักวิเคราะห์กลับมองว่า การจำคุกโคดรอคอฟสกีนั้น มีเงื่อนงำซับซ้อน เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าก่อนหน้าที่จะถูกจับกุม โคดรอคอฟสกีได้แสดงตัวเป็นปฏิปักษ์กับปูตินอย่างโจ่งแจ้ง โดยมีการประท้วงรัฐบาลปูตินเรื่องการคอร์รัปชันและการใช้อำนาจเผด็จการทหารอยู่บ่อยครั้ง

มาชา เกสเซน นักเขียนชื่อดังได้เคยระบุไว้ว่า “ตราบใดที่ปูตินยังคงหวาดกลัวอิทธิพลของโคดรอคอฟสกี เจ้าตัวก็จะไม่มีวันถูกปล่อยออกจากคุกอย่างแน่นอน” ซึ่งก็ดูจะเป็นเช่นนั้น เมื่อปี 2553 ศาลได้ยืดระยะเวลาจำคุกโคดรอคอฟสกีถึงปี 2560 หลังตัดสินว่ามีความผิดเพิ่ม

ขณะเดียวกัน การทุจริตซึ่งส่วนใหญ่มักอยู่ในรูปของ “เงินสินบน” ก็ยังเกิดขึ้นในทุกภาคส่วนของสังคม ไล่ตั้งแต่ระดับสูงสุดไปจนถึงประชาชนระดับล่าง

“ปัญหาคอร์รัปชันเข้ามาเป็นสิ่งสามัญในชีวิตประจำวันของคนรัสเซียไปเสียแล้ว” เดฟ เอซเซล นักเขียนรายหนึ่งกล่าว โดยผลสำรวจสำนักหนึ่งเปิดเผยว่า เมื่อปี 2553 ชาวรัสเซียกว่า 15% เคยจ่ายสินบนอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงรอบปี

ปัจจุบัน ปัญหาคอร์รัปชันจึงเปรียบเสมือนโรคร้ายที่กำลังกัดแทะรากฐานของประเทศ พร้อมฉุดเศรษฐกิจและสังคมรัสเซียให้ดำดิ่งสู่ระดับอันตราย

ด้านสถาบันวิทยาการสารสนเทศเพื่อประชาธิปไตยรัสเซีย ประเมินว่า หากคำนวณมูลค่าของการคอร์รัปชันในรัสเซียจะพบว่าสูงถึง 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9 ล้านล้านบาท) คิดเป็นมูลค่าเท่างบประมาณของประเทศ และ 25% ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (จีเอ็นพี) สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้ได้บั่นทอนศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างหนัก

สำหรับกลยุทธ์ที่ 2 ปูตินได้ผลักดันการส่งออกทรัพยากรพลังงานให้เป็นตัวการสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจรัสเซีย

เพราะต้องไม่ลืมว่าช่วงแรกๆ ของการล่มสลายของสหภาพโซเวียตนั้น รัสเซียเกือบตกอยู่ในสภาพล้มละลาย เพราะมีหนี้สินจำนวนมหาศาล แต่ก็สามารถรอดตัวได้เพราะปูตินนั่นเอง

ทั้งนี้ ปูตินทราบดีว่าประเทศอุดมสมบูรณ์ด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยรัสเซียถือได้ว่าเป็นแหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดนอกกลุ่มโอเปกก็ว่าได้ ปูตินจึงตัดสินใจชูนโยบายการเป็น “มหาอำนาจด้านพลังงาน” ของรัสเซีย

ในเบื้องต้น เจ้าตัวได้สร้างเครือข่ายพันธมิตรกับประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันของโลก จนในที่สุดรัสเซียก็ได้กลายเป็นแหล่งพลังงานสำคัญสำหรับหลายชาติยุโรปและเอเชีย

ในช่วงนั้น การเป็นมหาอำนาจด้านพลังงานได้ส่งผลให้เศรษฐกิจรัสเซียภายใต้การนำของปูตินเฟื่องฟูสุดๆ ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยเกื้อหนุนจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 3 เท่าตัวอีกด้วย

ทว่าจากที่เคยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด ขณะนี้นักวิเคราะห์ออกโรงเตือนว่ารัสเซียไม่อาจพึ่งพาทรัพยากรพลังงานได้อีกต่อไปในฐานะกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจโลกเมื่อปี 2551-2552 ก็ได้เปิดโปงจุดอ่อนของรัสเซียอย่างแท้จริง

สำนักงานบริหารสถิติของรัสเซียเปิดเผยว่า เมื่อปี 2552 ตัวเลขผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของรัสเซียหดตัวมากถึง 7.9% ทำสถิติลดลงมากที่สุดในรอบ 15 ปีเลยทีเดียว

เมื่อเศรษฐกิจต้องพึ่งพาการส่งออกทรัพยากรด้านพลังงานเป็นหลัก โดยเมื่อปี 2554 ปริมาณการส่งออกพลังงานของรัสเซียคิดเป็นสัดส่วน 69.2% ของการส่งออกทั้งหมด และมีมูลค่าราว 3.57 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.7 ล้านล้านบาท)

ดังนั้น เศรษฐกิจจึงได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความต้องการน้ำมันที่ซบเซาช่วงที่โลกต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิ่งลง

อิวาน ชาการอฟ นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันการเงินเรเนสซอง แคปิตอล มองว่า หากราคาน้ำมันโลกในปัจจุบันเริ่มดิ่งลงอย่างรุนแรง เก้าอี้ของปูตินก็จะสั่นคลอนในทันที

“เราคาดการณ์ว่า หากราคาน้ำมันยังคงที่อยู่ในระดับเดิมอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน บัญชีเดินสะพัดของรัสเซียจะขาดดุลภายในปี 2557-2558” ชาการอฟ เตือน

ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของ คริส วีเฟอร์ นักกลยุทธ์จากธนาคารทรอยกา ไดอะล็อก ซึ่งแสดงความเห็นว่า น้ำมันไม่อาจนำมาซึ่งการเติบโตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับรัสเซียได้อีกต่อไปแล้ว และในทางกลับกันอาจสร้างความเสียหายอย่างหนัก หากราคาลดลง

ดังนั้น สิ่งที่ปรากฏเด่นชัดขณะนี้ก็คือ ความล้มเหลวของปูตินในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับรัสเซีย หนำซ้ำยังฉุดเศรษฐกิจและสังคมรัสเซียให้ตกอยู่ในห้วงอันตรายอีกด้วย โดยการชุมนุมประท้วงขับไล่ปูตินของชาวรัสเซียนับแสนคนช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ ก็ตอกย้ำให้เห็นถึงความอัดอั้นตันใจของประชาชนที่เบื่อหน่ายกับ 12 ปี แห่งระบอบปูตินเต็มทนเสียแล้ว

ทั้งนี้ หลายฝ่ายแม้กระทั่งปูตินเอง มั่นใจว่าปูตินจะสามารถชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ได้ ทว่านักวิเคราะห์เตือนว่าบททดสอบสำคัญไม่ได้อยู่ที่การชนะการเลือกตั้ง แต่คือช่วงเวลาหลังการเลือกตั้งสิ้นสุดต่างหาก เพราะเส้นทางการเป็นประธานาธิบดีของปูตินนั้นเต็มไปด้วยขวากหนามที่สามารถสั่นคลอนเก้าอี้ของเจ้าตัวได้ทุกเมื่อ

ถึงเวลาแล้วที่ปูตินจะต้องย้อนกลับไปพิจารณานโยบายและกลยุทธ์การบริหารประเทศที่ผ่านมาว่าผิดพลาดอย่างไร เพราะวิธีการที่เคยใช้ได้ดีกับรัสเซียในยุคเก่าไม่อาจนำมาใช้ได้อีกต่อไปแล้ว

เชื่อได้ว่า ชาวรัสเซียส่วนใหญ่เข็ดขยาดกับ 12 ปี แห่งการปกครองภายใต้ระบอบปูติน และคงไม่ยอมดูดาย ปล่อยให้ประเทศตกต่ำและดำเนินอยู่บนเส้นทางอันมืดมนอีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท