
เงินกู้นิกระบบ ระเบิดเวลาจ่อทำลาย ศก.มังกร
สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับ เมื่อได้เหลียวมองวิกฤตเศรษฐกิจที่กระหน่ำทั่วโลกอย่างหนักเมื่อปี 2552
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับ เมื่อได้เหลียวมองวิกฤตเศรษฐกิจที่กระหน่ำทั่วโลกอย่างหนักเมื่อปี 2552 คือความจริงที่ว่ายักษ์ใหญ่แห่งเอเชียอย่าง “จีน” เป็นวีรบุรุษขี่ม้าขาวตัวจริงที่มากอบกู้วิกฤต สร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจโลกได้อีกครั้ง แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่พายุเศรษฐกิจลูกใหม่จะปะทุขึ้นก็ตาม
หลักฐานที่ยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวคือรายงานของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เมื่อปี 2553 ที่ระบุว่า ในปี 2552 ท่ามกลางการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของมหาอำนาจซีกโลกตะวันตก เศรษฐกิจจีนกลับผงาดขึ้นและเป็นกำลังสำคัญกว่า 50% ในอัตราเติบโตของเศรษฐกิจโลก
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ หากประชาคมโลกจะหวังแอบอิงพึ่งพาพญามังกรแห่งเอเชียอีกครั้งเพื่อเป็นหัวเรือใหญ่ฟันฝ่ากอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหม่ที่โลกกำลังเผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจจีนจะยังคงแข็งแกร่ง เมื่อเทียบกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศ แต่เศรษฐกิจจีนในปัจจุบันก็กำลังเผชิญกับภัยคุกคามร้ายแรงที่เริ่มคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบๆ และเป็นภัยเงียบที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักเห็นตรงกันว่า หากทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ก็จะเป็นวิกฤตเลวร้ายยิ่งกว่าปัญหาหนี้สาธารณะของรัฐบาลท้องถิ่น แถมยังมีศักยภาพมากพอที่จะสั่นคลอนเศรษฐกิจจีนครั้งใหญ่ พร้อมฉุดให้ดำดิ่งสู่ห้วงอันตราย
ภัยที่น่าหวั่นเกรงนี้ก็คือ “เงินกู้นอกระบบ”
ทั้งนี้ หลายคนอาจไม่ทราบว่าช่วงทศวรรษที่ผ่านมานี้ ธุรกิจปล่อยเงินกู้นอกระบบในจีนได้กลายเป็นธุรกิจที่เฟื่องฟูสุดๆ โดยธนาคารกลางจีนประเมินว่า มีมูลค่าราว 2-4 ล้านล้านหยวน (ราว 9.7-18 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็น 7% ของสินเชื่อทั้งหมดในประเทศ 10% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และในบางพื้นที่นั้น การกู้เงินนอกระบบมีมูลค่ามากกว่าสินเชื่อที่ธนาคารปล่อยด้วยซ้ำ
สาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ธุรกิจเงินกู้นอกระบบในจีนได้รับความนิยมสุดๆ ก็เพราะธุรกิจขนาดกลางและเล็กในจีนประสบปัญหาการกู้เงินจากธนาคาร เพราะธนาคารมักปล่อยเงินกู้ให้บริษัทของรัฐเป็นส่วนใหญ่
ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ช่วงปีที่ผ่านมาเริ่มเลวร้ายมากขึ้น ภายหลังรัฐบาลได้เพิ่มความเข้มงวดของมาตรการการเงินเพื่อควบคุมเงินเฟ้อและลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ส่งผลให้ธนาคารยิ่งปล่อยสินเชื่อได้น้อยลง โดยสำนักข่าวซินหัวเปิดเผยว่า เมื่อปี 2554 ธนาคารปล่อยสินเชื่อลดลง 6% จากปี 2553 เหลือ 7.5 ล้านล้านหยวน (ราว 37.5 ล้านล้านบาท) ซึ่งในจำนวนสินเชื่อนี้ ไม่ถึง 1 ใน 5 เป็นการปล่อยให้แก่ธุรกิจขนาดเล็ก
ดังนั้น เพื่อความอยู่รอดและโอกาสในการขยายตัว ธุรกิจจำนวนมากจึงจำเป็นต้องหันไปกู้เงินนอกระบบ แม้จะต้องยอมแลกกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงลิ่วก็ตาม
ตัวอย่างเช่นที่เมืองเวินโจว ในมณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของประเทศ โดยที่เมืองนี้ประชาชนมากถึง 90% เกี่ยวข้องกับการกู้เงินนอกระบบ
หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ เกือบทั้งหมดเป็นลูกหนี้และเจ้าหนี้นอกระบบนั่นเอง
“การกู้เงินนอกระบบได้รับความนิยมมาก เพราะเจ้าหนี้จะปล่อยเงินเร็วทันใจ แทบจะไม่ถึงหนึ่งนาทีหลังทำเรื่องกู้ก็ได้เงินแล้ว” เหยายาเฟย ผู้จัดการบริษัทสารเคมี กล่าว โดยเจ้าตัวเปิดเผยว่า เริ่มกู้เงินนอกระบบมาตั้งแต่ปี 2547 เพราะสามารถเข้าถึงเงินได้เร็วและง่ายขึ้น
ขณะเดียวกัน ชาวจีนที่มีเงินเก็บก็กำลังผันตัวเองเป็น “เจ้าหนี้นอกระบบ” มากขึ้น
เพราะขณะที่ธนาคารให้ดอกเบี้ยเงินฝากเพียง 3.5% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบกลับสูงกว่า 4% ซึ่งแน่นอนว่า เป็นผลตอบแทนการลงทุนที่น่าสนใจกว่า หากนำปัจจัยด้านอัตราเงินเฟ้อที่สูงของประเทศมาพิจารณาอีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีพวกนักธุรกิจหัวใสที่กู้เงินจากธนาคารในอัตราดอกเบี้ยต่ำและนำเงินดังกล่าวไปปล่อยกู้อีกทอดในอัตราดอกเบี้ยสูงเพื่อหวังเก็งกำไร
อย่างไรก็ตาม การลงทุนก็ย่อมมีความเสี่ยงเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกระลอกใหม่ที่กระทบต่อบรรดาผู้ประกอบการทั้งหลายที่กู้เงินนอกระบบ
เพราะต้องไม่ลืมว่า เศรษฐกิจจีนเองก็ต้องพึ่งพาเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก โดยหากตลาดสำคัญอย่างยุโรปและสหรัฐชะลอตัว ผู้ผลิตจีนก็เจ็บตัวไม่น้อย
เมื่อธุรกิจเริ่มขาดทุนและเจ๊งกันระเนระนาด บรรดาลูกหนี้จึงไม่มีเงินชำระหนี้ จนในที่สุดก็ต้องเก็บของเผ่นหนีกันเป็นแถว เพราะทราบดีว่าการผิดนัดชำระหนี้นั้นย่อมหมายถึงอันตรายต่อชีวิตและการถูกจับเข้าคุก
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมื่อไม่นานมานี้เอง มีกระแสข่าวว่านักธุรกิจจากเมืองเวินโจวถึง 90 คน หายสาบสูญอย่างลึกลับ เพราะไม่สามารถแบกรับภาระกองหนี้มหาศาลได้
ยิ่งไปกว่านั้นคือ ภายในหนึ่งสัปดาห์มีลูกหนี้มากถึง 3 คน พยายามฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา ซึ่งสุดท้ายก็รอดมาได้เพียงรายเดียว
และนี่ก็คือชะตากรรมของบรรดาลูกหนี้นอกระบบชาวจีนที่ต้องยอมเสี่ยงชีวิตตัวเอง ครอบครัว และคนงานอีกหลายร้อย หลายพัน และหลายหมื่นคน เพียงเพราะไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนจากภาคธนาคารได้
ส่วนชะตากรรมของเจ้าหนี้ก็ย่ำแย่พอๆ กัน
เห็นได้จากกรณีของคุณครูจาง จากเมืองอันหยาง ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าหนี้ที่กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะเจ้าตัวนั้นได้ปล่อยเงินกู้ราว 4.3 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 1.29 ล้านบาท) ให้กับผู้ประกอบการหลายรายในเมืองเมื่อปีก่อน ทว่าสุดท้ายก็ไม่ได้รับเงินคืน
“ตอนแรกพวกเขาก็ชำระหนี้ตรงเวลา โดยจ่ายดอกเบี้ยเดือนละ 4% แต่พอมาถึงเดือนที่ 6 เงินก็หมด และทุกคนก็เผ่นหนี” จางกล่าวพร้อมน้ำตา
เพราะเงินก้อนดังกล่าวที่ครูรายนี้ตัดสินใจปล่อยกู้ คือ เงินจากน้ำพักน้ำแรงที่เก็บสะสมมานานเกือบ 5 ปี ซึ่งสุดท้ายก็หายไปโดยไม่เหลือแม้แต่เศษสตางค์เดียว
ชะตากรรมสุดรันทดของจางไม่ต่างอะไรกับชะตากรรมของเจ้าหนี้อีกหลายพันคนในเมืองอันหยาง ซึ่งขณะนี้ต้องตกอยู่ในสภาพลำบาก โดยที่ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เจ้าหนี้หลายรายยังถูกจับกุมในข้อหา “ปล่อยเงินกู้ผิดกฎหมาย” ซึ่งโทษสูงสุดคือ การประหารชีวิต!
เพราะกฎหมายจีนยังคงมีช่องโหว่มากมายในประเด็นเรื่องการกู้เงินนอกระบบ ซึ่งตามหลักการแล้วถือว่าเป็นอาชีพที่ไม่ผิดกฎหมาย ทว่าเส้นแบ่งระหว่างการปล่อยกู้ที่ถูกและผิดกฎหมายนั้นบางเกิน เช่น การปล่อยเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกิน หรือที่มาของเงินที่ปล่อยกู้บางทีก็ถือว่าผิดกฎหมาย
ดังนั้น ภาครัฐเองก็ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรเข้าข่ายการกระทำที่ผิด
ทั้งนี้ หลายฝ่ายเชื่อว่า หากรัฐบาลไม่หันมาแก้ปัญหาอย่างจริงจังเสียที ปัญหาดังกล่าวก็จะกลายเป็นวงจรอุบาทว์ ซึ่งสุดท้ายผู้ที่จะเดือดร้อนก็คือ ชาวจีนทั้งประเทศ
ดงเทา นักวิเคราะห์จากเครดิตสวิส ออกโรงเตือนว่า ธุรกิจเงินกู้นอกระบบของจีนเปรียบเสมือนระเบิดเวลาระยะสั้นสำหรับเศรษฐกิจแดนมังกร ซึ่งหากรัฐบาลยังคงนิ่งเฉย ระเบิดลูกนี้ก็จะระเบิดภายใน 12 เดือน ข้างหน้าอย่างแน่นอน
เพราะต้องไม่ลืมว่า ธุรกิจขนาดกลางและเล็ก หรือเอสเอ็มอี คือเฟืองชิ้นสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากธุรกิจเหล่านี้ล้มไม่เป็นท่าเพราะกู้เงินนอกระบบเศรษฐกิจจีน และที่สำคัญคือ เศรษฐกิจโลกจะต้องได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน
และหากมองในอีกแง่หนึ่ง เม็ดเงินหลายล้านล้านบาทที่เป็นเงินผิดนัดชำระหนี้ก็ต้องเสียเปล่าทั้งๆ ที่สามารถนำมาสร้างงานและพัฒนาเศรษฐกิจได้อีกมากมาย
ขณะนี้ สิ่งเดียวที่จางและเจ้าหนี้ร่วมชะตากรรมอีกหลายพันคนทำได้ก็คือ ประท้วงเรียกร้องความช่วยเหลือจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยทวงหนี้หรือการผ่อนมาตรการทางการเงินเพื่อให้มีการปล่อยสินเชื่อแก่ธุรกิจขนาดเล็กมากขึ้น
และแม้จะทราบดีว่า ชาตินี้ก็คงไม่มีวันได้เงินคืนทั้งหมด ทว่าอย่างน้อยเจ้าหนี้ทุกๆ คน ก็ต้องการมีส่วนร่วมในการยุติวงจรอุบาทว์ของระบบเงินกู้นอกระบบเสียที







