posttoday
นโยบายรัดเข็มขัดยุโรป ยิ่งใช้ยิ่งหนี้เพิ่ม กูรูแนะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

นโยบายรัดเข็มขัดยุโรป ยิ่งใช้ยิ่งหนี้เพิ่ม กูรูแนะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

24 กุมภาพันธ์ 2555

เอพีเผยสำรวจชี้ยุโรปยิ่งรัดเข็มขัดยิ่งหนี้เพิ่มเศรษฐกิจยิ่งดิ่งเหว

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

เอพีเผยสำรวจชี้ยุโรปยิ่งรัดเข็มขัดยิ่งหนี้เพิ่มเศรษฐกิจยิ่งดิ่งเหว เห็นชัดในโปรตุเกส ไอร์แลนด์ กรีซ ผู้เชี่ยวชาญแนะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจก่อน

เอพีเปิดเผยผลการสำรวจทางเศรษฐกิจใน 30 ประเทศทั่วโลก พบว่าแผนรัดเข็มขัดของหลายชาติยุโรปที่ใช้สู้กับวิกฤตหนี้นั้น กลับกลายเป็นสิ่งที่จะทำให้ปัญหายิ่งลุกลามมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งหลังจากที่หลายประเทศในยุโรปได้ใช้แผนรัดเข็มขัดแล้วนั้น ส่วนใหญ่ปริมาณหนี้กลับยิ่งพุ่งสูงขึ้นกว่าก่อนหน้าที่จะใช้แผนดังกล่าวด้วยซ้ำ

รายงานอ้างนักวิเคราะห์หลายสำนัก ระบุว่า แผนรัดเข็มขัดนั้นไม่เพียงแค่จะทำให้เศรษฐกิจของชาติต่างๆ ต้องได้รับความบอบช้ำ แต่ยังเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณหนี้กลับจะยิ่งเพิ่มขึ้นกว่าเดิม

ดังเช่นในกรณีของโปรตุเกสที่ได้เริ่มนำแผนรัดเข็มขัดมาใช้ เพื่อแลกรับความช่วยเหลือเงินกู้สหภาพยุโรป และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เมื่อต้นปี 2553 ผลปรากฏว่าอัตราการว่างงานกลับเพิ่มสูงขึ้นเป็นสถิติที่ 14% ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของประเทศจากเดิมมีอยู่เพียงแค่ 91% ในปี 2553 แต่หลังจากใช้นโยบายรัดเข็มขัดแล้ว สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2554 กลับเพิ่มสูงขึ้นแตะ 110%

นโยบายรัดเข็มขัดยุโรป ยิ่งใช้ยิ่งหนี้เพิ่ม กูรูแนะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

ส่วนทางด้านไอร์แลนด์ซึ่งรับความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และต้องใช้แผนรัดเข็มขัดเช่นเดียวกันเมื่อปี 2553 ก็พบว่าจีดีพีของประเทศในช่วงไตรมาส 3 ของปีที่แล้วกลับถดถอยลง 1.9% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ย่ำแย่กว่าที่คาดไว้ ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นจาก 88% ในปี 2553 มาอยู่ที่ 105% ในไตรมาส 3 ของปีที่ผ่านมาเช่นกัน

ส่วนทางด้านกรีซก็ได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน โดยภายหลังจากที่รับเงินช่วยเหลือก้อนแรกมูลค่า 1.5 แสนล้านยูโร ในปี 2553 พร้อมกับการใช้นโยบายรัดเข็มขัด แต่ทว่าอัตราการเติบโตของกรีซกลับถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 4 ของปี 2554 เศรษฐกิจกรีซติดลบถึง 7% ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นจากเดิม 139% ในปี 2553 มาอยู่ที่ 159% ในไตรมาส 3 ของปี 2554

ในทางกลับกัน ประเทศที่ไม่เคยใช้นโยบายรัดเข็มขัดอย่างนอร์เวย์ กลับมีปริมาณหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่ลดลง โดยเมื่อปี 2553 ในช่วงไตรมาส 3 นอร์เวย์มีหนี้ต่อจีดีพีอยู่ที่ 43.5% และปีต่อมาในช่วงเวลาเดียวกันสัดส่วนหนี้ดังกล่าวได้ลดลงมาอยู่ที่ 39%

รายงานชี้ว่าแผนรัดเข็มขัดและการตัดลดรายจ่ายต่างๆ ที่รัฐบาลยุโรปกำลังใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาวิกฤตหนี้อยู่ในขณะนี้นั้น ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย ซ้ำยังทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีสภาพย่ำแย่และเลวร้ายหนักลงกว่าเดิมอีก ซึ่งทำให้นักเศรษฐ ศาสตร์เริ่มตั้งคำถามขึ้นกันแล้วว่า ควรที่จะยังยึดแนวทางการแก้ปัญหาด้วยวิธีดังกล่าวต่อไปหรือไม่

เอสวา ปราแซต ศาสตราจารย์อาวุโสด้านนโยบายการค้าจากมหาวิทยาลัยคอร์แนลในสหรัฐ ให้ความเห็นว่าตัวเลขการถดถอยของจีดีพีของประเทศต่างๆ ที่ใช้มาตรการรัดเข็มขัด ได้เผยให้เห็นแล้วว่าแนวทางกู้วิกฤตที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้น ได้ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเพียงไร ซึ่งตรรกะง่ายๆ ก็คือ เมื่อเศรษฐกิจเติบโตและก้าวไปข้างหน้าต่อไม่ได้แล้ว จะช่วยให้ปริมาณหนี้ที่มีอยู่ลดลงได้อย่างไร

เดวิด เคลลี หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์การตลาดของ เจ.พี.มอร์แกน เห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกันว่า ถ้าจีดีพีไม่เติบโต ก็จะไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาหนี้ต่อจีดีพีให้ลดลงได้

นอกจากนี้ การถดถอยทางเศรษฐกิจยังได้ส่งผลร้ายต่อระบบการเงินและงบประมาณของประเทศ เนื่องจากงบรายรับที่สำคัญอย่างการเก็บภาษีจะปรับตัวลดลง ขณะที่งบประมาณรายจ่ายกลับเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการช่วยเหลือผู้ว่างงาน และสวัสดิการสังคมอื่นๆ ที่จะตามมาอีกนับไม่ถ้วนจากนโยบายการตัดลดแรงงานและลูกจ้าง

อย่างไรก็ตาม แผนรัดเข็มขัดดังกล่าวนั้น ในมุมมองของเหล่าบรรดานักลงทุนกลับมองว่าเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากจะเป็นการรับประกันว่ารัฐบาลจะมีรายได้ตามเป้าที่วางไว้ได้อย่างแน่นอน หรือไม่มีทางขาดดุลงบประมาณ ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนที่จะลงทุนในพันธบัตร เนื่องจากจะได้รับการประกันว่ารัฐบาลจะมีเงินชำระคืนอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ภายหลังจากรัฐบาลยุโรปหลายชาติได้หันมาใช้มาตรการรัดเข็มขัด ได้ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมก็จะปรับลดลงทันที อย่างเช่นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษระยะ 2 ปี ได้ลดลงจาก 1.5% มาเหลือ 0.4% หลังจากที่อังกฤษประกาศใช้มาตรการรัดเข็มขัดอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม โอลิวิเยร์ บลองชาร์ด หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวว่า ในบางครั้งนักลงทุนเองก็ไม่ยินดีนักต่อมาตรการรัดเข็มขัดของภาครัฐ เนื่องจากเริ่มตระหนักแล้วว่ามาตรการดังกล่าวรังแต่จะยิ่งทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจแย่ลง ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณหนี้ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิม

ทั้งนี้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบันเริ่มเห็นว่าวิธีการแก้ปัญหาหนี้ในยุโรปควรได้รับการเปลี่ยนแปลง โดยไม่ควรพึ่งแต่แผนรัดเข็มขัดอย่างเดียว

ไซมอน ทิลฟอร์ด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ขององค์กรเพื่อการปฏิรูปยุโรปในอังกฤษ ให้ความเห็นว่าการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กลับคืนมาจะต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เปรียบเสมือนการวิ่งอย่างช้าๆ ที่ไม่ใช่การรีบเร่งแก้ไขแบบปัจจุบันทันด่วนเหมือนการวิ่งแข่งร้อยเมตร

ทิลฟอร์ด กล่าวว่า การใช้มาตรการรัดเข็มขัดควรจะเริ่มใช้ในช่วงที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว เช่นเดียวกับที่สหรัฐกำลังทำอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่ในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในสภาวะย่ำแย่

พอล คริสโตเฟอร์ หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์การลงทุนระหว่างประเทศของสถาบันเวล์ฟาโกร ซึ่งเป็นบริษัทด้านการให้คำปรึกษาทางการเงินการลงทุน ย้ำว่า สิ่งที่ยุโรปต้องเร่งกระทำตอนนี้ก็คือ “การปฏิรูปเศรษฐกิจ ไม่ใช่การรัดเข็มขัด” เนื่องจากยุโรปยังมีปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบบางอย่างที่ยังคงกีดขวางการแข่งขันอย่างเสรี ค่าใช้จ่ายต่อโครงการเกษียณที่มากเกินความเป็นจริง ตลอดจนค่าจ้างที่แพงเกินกว่าผลผลิตที่ผลิตได้ออกมาจริงๆ

 

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์