
20ปีศก.จีนวิกฤตต้องเร่งปฏิรูป
ต้องยกเครื่องโครงสร้างใหม่เปิดเสรีสร้างศักยภาพแข่งขัน
ต้องยกเครื่องโครงสร้างใหม่เปิดเสรีสร้างศักยภาพแข่งขัน
เตือน ศก.จีนเจอวิกฤตหนักในอีก 20 ปี หากยังดื้อดึงไม่ปฏิรูป ชี้ผู้ปกครองชอบตัวเลขส่งออกหวือหวา ไม่สนใจสร้างงานให้ประชาชน
ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และคณะนักวิจัยของรัฐบาลจีนจากศูนย์เพื่อการวิจัยและพัฒนาของจีน ออกรายงานชื่อว่า “จีน 2030” ออกโรงเตือนว่า จีนอาจจะต้องประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ถ้าหากจีนยังไม่เดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจในอีก 20 ปีข้างหน้านี้
รายงานเตือนว่า อัตราการเติบโตของจีนนั้นเสี่ยงกับภาวะดิ่งเหวอย่างฉับพลันได้ทุกเมื่อ ซึ่งผลจะทำให้เกิดภาวะถดถอยอย่างรุนแรงขึ้น ซึ่งจีนจำเป็นที่จะต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างรูปแบบการเติบโตเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะบริษัทรัฐวิสาหกิจของรัฐที่จำเป็นจะต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงสู่การดำเนินงานในรูปแบบบริษัทพาณิชย์มากขึ้น
รัฐบาลกรุงปักกิ่งยังจำเป็นที่จะต้องยกเครื่องระบบการเงินของรัฐบาลท้องถิ่นของมณฑลต่างๆ และเร่งส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันและการบริหารในรูปแบบเชิงบริษัทมากกว่านี้
รายงานดังกล่าวจะเสนอขึ้นต่อการประชุมของเวิลด์แบงก์ในกรุงปักกิ่งในสัปดาห์หน้านี้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นรายงานสำคัญที่บรรดาคณะผู้นำรุ่นใหม่ของจีนจำเป็นจะต้องเร่งพิจารณา ซึ่งจีนจะเริ่มเข้าสู่การเปลี่ยนถ่ายอำนาจใหม่ปี 2556
“รายงานได้ให้คำแนะนำถึงวิถีการเติบโตอย่างถาวรในระยะกลาง ซึ่งจะช่วยให้จีนเปลี่ยนถ่ายสู่การเป็นสังคมที่มีรายได้สูง” โรเบิร์ต โซลลิก ประธานเวิลด์แบงก์กล่าวในแถลงการณ์
ทั้งนี้ รูปแบบการลงทุนและการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจของจีนนั้น ยังคงไม่อนุญาตให้มีการลงทุนอย่างเสรีของต่างชาติในหลายภาคส่วนที่เป็นยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจสำคัญของชาติ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ พลังงาน การเงิน ธนาคาร และโทรคมนาคม
ขณะที่ตลาดภายในของจีนเอง บริษัทเอกชนต่างๆ ก็กำลังเผชิญหน้ากับภาวะขาดศักยภาพการแข่งขัน เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารพาณิชย์ได้
รายงานชี้ด้วยว่า ที่ผ่านมาคณะผู้ปกครองจีนเริ่มให้ความสำคัญกับแนวคิดการปฏิรูปรูปแบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจมากขึ้นกว่าเดิมด้วยการลดการพึ่งพาการส่งออก และหันมาเพิ่มปริมาณการบริโภคภายในประเทศแทน
อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปดังกล่าวเป็นไปอย่างเชื่องช้า เนื่องจากรัฐบาลจีนเองก็ยังคงให้ความสำคัญกับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่หวือหวามากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับการสร้างงานภายในประเทศ ซึ่งมีอยู่ถึง 1,300 ล้านคน
ขณะเดียวกัน บลูมเบิร์ก เผยรายงานสำรวจนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า นายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า แห่งจีน จะตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2555 ที่น้อยกว่า 8% ในการแถลงรายงานต่อสภาในวันที่ 2 มี.ค. เนื่องจากจีนจะเริ่มลดการพึ่งพาการส่งออกลง







