posttoday
กรีซ ไม่เน่า ยูโรโซน 5.2 ล้านล.

กรีซ ไม่เน่า ยูโรโซน 5.2 ล้านล.

22 กุมภาพันธ์ 2555

ยูโรโซนผ่านฉลุยหลังถกกันมาราธอนครึ่งวันให้เงินช่วยเหลือกรีซ 1.3 แสนล้านยูโร

ยูโรโซนผ่านฉลุยหลังถกกันมาราธอนครึ่งวันให้เงินช่วยเหลือกรีซ 1.3 แสนล้านยูโร

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ยูโรโซนผ่านฉลุยหลังถกกันมาราธอนครึ่งวันให้เงินช่วยเหลือกรีซ 1.3 แสนล้านยูโร ต่อชีวิตไม่ให้เป็นหนี้เน่าในวันที่ 20 มี.ค.นี้

คณะรัฐมนตรีคลังกลุ่มประเทศผู้ใช้เงินสกุลยูโร 17 ชาติ หรือยูโรโซน พร้อมด้วยผู้แทนจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ข้อตกลงที่จะให้ความช่วยเหลือกับกรีซเป็นเงินมูลค่า 1.3 แสนล้านยูโร (ราว 5.2 ล้านล้านบาท) หลังจากที่กรีซยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขการรัดเข็มขัดในทุกประการ

คณะรัฐมนตรีคลังกลุ่มยูโรโซนใช้เวลาการหารือนานถึง 13 ชั่วโมง ก่อนที่จะสรุปรายละเอียด โดยภายใต้แผนการดังกล่าวซึ่งครอบคลุมถึงการที่กลุ่มเจ้าหนี้ต้องลดหนี้ให้กับกรีซด้วยถึงกว่า 53.5% จะทำให้ระดับหนี้สาธารณะของกรีซจะลดลงมาอยู่ที่ 120.5% ภายในปี 2020 จากเดิมที่ 160% ในปัจจุบัน

กรีซ ไม่เน่า ยูโรโซน 5.2 ล้านล.

 ในข้อตกลงดังกล่าว รัฐบาลกรีซจะเริ่มทำการสวอปพันธบัตรเดิมที่กลุ่มเจ้าหนี้ถือครองไว้ด้วยพันธบัตรฉบับใหม่ซึ่งมีมูลค่าน้อยกว่าเดิม แต่มีระยะเวลาการชำระคืนนานขึ้น และมีผลตอบแทนลดลงไม่เกิน 4% จากเดิมที่ราว 5% ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้มูลหนี้ที่กลุ่มเจ้าหนี้ถือไว้ลดลงราว 1 แสนล้านยูโร และยังจะทำให้กรีซมีภาระดอกเบี้ยลดลงด้วย

วิธีการลดหนี้ดังกล่าวจะส่งผลทำให้มูลค่าหนี้ที่กลุ่มเจ้าหนี้กรีซถือไว้ลดลงไปถึง 53.5% และเมื่อรวมกับผลตอบแทนต่อปีก็จะถือว่าเป็นการลดหนี้ที่ราวๆ 70% ทีเดียว

ขณะที่ด้านรัฐบาลกรีซระบุว่า จะผ่านกฎหมายฉบับใหม่เพื่อบังคับให้ผู้ถือครองพันธบัตรกรีซที่ไม่ร่วมในโครงการลดหนี้ครั้งนี้ ต้องยอมรับกับภาวะขาดทุนจากพันธบัตรด้วย

ขณะเดียวกัน แถลงการณ์ของยูโรโซนระบุว่าทางด้านอีซีบี จะมีส่วนสำคัญมากขึ้นในการลดหนี้กรีซครั้งนี้ โดยอีซีบีจะโอนผลกำไรที่ได้จากการเข้าซื้อพันธบัตรกรีซในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไปยังธนาคารกลางของชาติต่างๆ เพื่อโอนผ่านไปยังรัฐบาลของแต่ละประเทศเพื่อส่งต่อผ่านไปช่วยรัฐบาลกรีซอีกทอดหนึ่ง ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมา อีซีบีได้เข้าซื้อพันธบัตรกรีซ 3.8 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.52 ล้านล้านบาท) ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าราว 5 หมื่นล้านยูโร (ราว 2 ล้่านล้านบาท)

ทั้งนี้ คาดว่ากระบวนการการสวอปพันธบัตรกรีซจะเริ่มขึ้นในวันที่ 8 มี.ค.นี้ และจะเสร็จสิ้นในอีก 3 วันถัดไป ซึ่งจะทำให้ภาระหนี้ครบกำหนดชำระมูลค่า 1.45 หมื่นล้านยูโร (ราว 5.8 แสนล้านบาท) ของกรีซ ที่ครบกำหนดคืนในวันที่ 20 มี.ค.นั้น จะได้รับการปรับโครงสร้างใหม่ ทำให้กรีซสามารถหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้เสียได้ในที่สุด

ขณะที่เงินช่วยเหลือมูลค่า 1.3 แสนล้านยูโร (ราว 5.2 ล้านล้านบาท) จากสหภาพยุโรป (อียู) และไอเอ็มเอฟนั้น ส่วนใหญ่จะได้รับการนำไปใช้ในกระบวนการสวอปพันธบัตรในครั้งนี้ และนำไปเสริมสภาพคล่องให้กับภาคธนาคารของกรีซ โดยแบ่งเป็นมูลค่า 3 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) จะได้นำไปช่วยเหลือบรรดาภาคเอกชนที่ยอมเข้าร่วมในโครงการสวอปพันธบัตร และอีก 2.3 หมื่นล้านยูโร (ราว 9.2 แสนล้านบาท) จะนำไปใช้เพิ่มทุนในธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ของกรีซ

ขณะที่อีก 3.5 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.4 ล้านล้านบาท) จะถูกใช้ในการซื้อคืนพันธบัตร และกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป

อย่างไรก็ตาม ความช่วยเหลือกรีซ 1.3 แสนล้านยูโร (ราว 5.2 ล้านล้านบาท) ครั้งนี้จำเป็นต้องได้รับการออกเสียงอนุมัติจากรัฐสภา 3 ประเทศก่อนที่จะให้กับกรีซได้ ซึ่งได้แก่ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ ซึ่งก็ต่างเป็นชาติที่วิพากษ์วิจารณ์กรีซอย่างหนักหน่วงมาโดยตลอด

ด้าน วอล์ฟกัง เชาเบิล รัฐมนตรีคลังของเยอรมนี กล่าวว่า กรีซเดินมาถึงจุดจนตรอกแล้ว และเชื่อว่ารัฐสภาทั้ง 3 ชาติดังกล่าวจะอนุมัติผ่านเงินช่วยก้อนนี้

ทว่า นักเศรษฐศาสตร์บางรายเห็นว่า ความช่วยเหลือครั้งนี้เป็นการซื้อเวลาต่ออายุวิกฤตหนี้กรีซต่อไปอีกไม่กี่เดือนเท่านั้น เนื่องจากเศรษฐกิจกรีซอยู่ในภาวะย่ำแย่มากเกินไป ซึ่งกว่าที่เศรษฐกิจกรีซจะกลับมาโตอีกครั้งอาจต้องใช้เวลานานกว่า 10 ปีทีเดียว

หนำซ้ำมาตรการรัดเข็มขัดยังทำให้เศรษฐกิจกรีซแย่ลงและเกิดความปั่นป่วนในสังคมจากการประท้วงของแรงงานอย่างไม่หยุดยั้ง

ทั้งนี้ อัตราการเติบโตเศรษฐกิจของกรีซไตรมาส 4 ปีที่แล้วหดตัวถึง 7.0% และตลอดทั้งปี 2011 หดตัวถึง 6.0%

ขณะที่ในรายงานของผู้เชี่ยวชาญจากอียู อีซีบี และไอเอ็มเอฟ ระบุว่า กรีซจำต้องได้รับเงินช่วยเหลือมากกว่านี้ ถ้าหากจะลดหนี้สาธารณะให้ได้ตามเป้าในข้อตกลงครั้งนี้ ซึ่งถ้าหากรัฐบาลกรุงเอเธนส์ไม่สามารถปฏิรูปเศรษฐกิจได้ตามที่ให้คำมั่นไว้ และไม่สามารถดึงการเติบโตของเศรษฐกิจกลับมาได้ก็อาจจะทำให้ระดับหนี้สาธารณะในปี 2020 กลับมาอยู่ที่ 160% ของจีดีพีตามเดิม

ด้าน อนาสตาเซีย คริสโซปูลุส คนขับแท็กซี่วัย 31 ปี ในกรุงเอเธนส์กล่าวอย่างอารมณ์ไม่สู้ดีนักว่า ไม่มีเหตุผลใดที่ชาวกรีซจะสนับสนุนข้อตกลงนี้

“แล้วไงต่อล่ะ ทุกอย่างมีแต่จะแย่ลง เรามาถึงจุดที่เราต้องคิดหาทางออกว่าเราจะมีชีวิตอยู่รอดได้อย่างไร ในวันพรุ่งนี้ อีก 10 วันข้างหน้า เดือนหน้า หรือในปีหน้า”

 

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง