posttoday
หนักกว่ากรีซ

หนักกว่ากรีซ

21 กุมภาพันธ์ 2555

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือที่รู้จักกันดีว่า สศช.

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือที่รู้จักกันดีว่า สศช.

โดย..ธนพล ไชยภาษ๊

ประกาศตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของผลผลิตมวลรวมประชาชาติของไทย หรือจีดีพี ปรากฏว่าไตรมาส 4 หดตัวลงไปถึง 10.7% ฟังแล้วก็น่าใจหาย

10.7% เป็นตัวเลขหนักกว่าเศรษฐกิจกรีซเสียอีก ที่หดตัวไปในไตรมาสเดียวกันที่ 7% แต่ยังดีโดยรวมทั้งปีเศรษฐกิจไทยบวกขึ้นมา 0.1% แต่กรีซหดไป 6%

ผลกระทบหลักๆ แน่นอนเป็นเพราะวิกฤตน้ำท่วมเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ที่ทำให้เกิดภาวะช็อกของภาคการผลิตในประเทศไทยในหลายภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะพวกอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ก็เลยทำให้ดัชนีภาคการผลิตในไตรมาสดังกล่าวลดวูบไป

แต่ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากที่สุด ก็เห็นจะเป็นที่ สศช.บอกว่า ในปีนี้เศรษฐกิจไทยจะมาเป็นบวกได้ระหว่าง 5.56.5% สูงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้เมื่อก่อนหน้านี้อีกด้วยที่ 4.55.5% ฟังดูแล้วตื่นเต้นไม่น้อย

ส่วนหนึ่งจะเป็นเพราะภาคการผลิตที่จะฟื้นกลับมาหลังน้ำลด และเป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

ฟังดูก็น่าเคลิ้มตาม ฝันหวานดีหรอกครับ แต่ในเบื้องลึกเบื้องหลัง เศรษฐกิจไทยจะตามรอยกรีซหรือไม่นั้นต้องมาดูกัน

รัฐบาลกำลังมีแผนใช้เงินอย่างมันมือเหลือเกินครับ ที่กำลังจะกู้อีก 3.5 แสนล้านบาท ทั้งๆ ที่สภาพเศรษฐกิจของโลกไม่ค่อยจะเอื้ออำนวยนั้น ก็ถือเป็นความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดภาระหนี้สาธารณะของชาติเพิ่มสูงขึ้น แต่ตัวเลขระดับหนี้สาธารณะของชาติไม่สูงขึ้น ก็เพราะการเล่นแร่แปรธาตุโยกหนี้ไปยังกองทุนฟื้นฟูฯ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าซุกหนี้นั่นแหละ

ทำไมสภาพเศรษฐกิจโลกไม่อำนวย ไม่อำนวยเพราะว่าภาคการส่งออกไทย ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของประเทศกว่า 70% ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งหมด เริ่มได้รับผลกระทบจากสภาพซบเซาของเศรษฐกิจโลกแล้ว โดยตามข้อมูลของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การพาณิชย์ คาดว่าไตรมาสแรกการส่งออกไทยจะหดตัวถึง 9.1% ทีเดียว

อยากบอกว่าต้นตอของปัญหาวิกฤตหนี้ในยุโรปนั้นก็เริ่มต้นมีที่มาคล้ายๆ กับที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้าอยู่ขณะนี้ละครับ คือ รัฐบาลควักเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไป ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของยุโรปก็ไม่สู้ดีนัก

แต่ไทย ผมมองว่าเลวร้ายยิ่งขึ้นอีก เพราะเราต้องไปกู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบกับยังต้องพึ่งพาตลาดส่งออกหลักๆ ทั้งในสหรัฐและยุโรป ซึ่งขณะนี้เรียกได้ว่าอยู่ในสภาพฟุบอย่างหนัก

และปัจจัยท้ายสุด ความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในประเทศไทยก็หดหายไปกับกระแสน้ำท่วมไปแล้ว แม้ฐานลงทุนปัจจุบันที่มีอยู่ นักลงทุนต่างชาติบอกว่าจะไม่ย้ายหนีไปไหน แต่ที่แน่ชัดแล้วก็คือ การลงทุนใหม่ๆ ของต่างชาติกำลังมองไม่เห็นเมืองไทยไปแล้วครับ

เศรษฐกิจเมืองไทยปีนี้ ต้องบอกว่าน่าตื่นเต้นในทุกภาคทุกมุม เอาแค่ตัวเลขจีดีดีจากลบ 10.7% จะกลับมาบวก 6.5% น่าตะลึงไหมละครับ

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์