
ภาระของชาติมหาอำนาจ
ดุลอำนาจในการเมืองและเศรษฐกิจของโลกได้เปลี่ยนถ่ายจากขั้วอำนาจเดี่ยวที่มีสหรัฐเป็นผู้ควบคุม
ดุลอำนาจในการเมืองและเศรษฐกิจของโลกได้เปลี่ยนถ่ายจากขั้วอำนาจเดี่ยวที่มีสหรัฐเป็นผู้ควบคุม
ไปเป็นระบบหลายขั้วอำนาจแบบเต็มตัวแล้ว ทั้งนี้เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสหรัฐเริ่มอ่อนแอลง อันเป็นผลมาจากวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศที่รุมเร้าอย่างหนัก ขณะที่ประเทศอื่นๆ กลับซุ่มเงียบพัฒนาตนเอง จนสามารถผงาดขึ้นมามีอิทธิพลต่อการกำหนดความเป็นไปของสถานการณ์โลกได้อย่างน่าจับตามอง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศมหาอำนาจเกิดใหม่อย่างจีน อินเดีย รัสเซีย
บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ของสหรัฐ ได้แสดงความเห็นว่า กลุ่มประเทศเหล่านี้ไม่ควรที่จะหลงระเริงไปกับความภาคภูมิใจที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจ จนลืมหลงภาระความรับผิดชอบและหน้าที่ของชาติมหาอำนาจที่ควรจะเป็นด้วย
เนื่องจากทุกวันนี้ชาติมหาอำนาจเกิดใหม่ไม่เพียงจะไม่ค่อยกระตือรือร้นต่อการแก้ปัญหาของโลกแล้ว ซ้ำกลับยังคอยสร้างภาระและปัญหาของโลกให้หนักยิ่งขึ้นไปอีก โดยเห็นได้จากกรณีการออกเสียงวีโตคัดค้านแผนสร้างสันติภาพในซีเรียของรัสเซียและจีน ซึ่งหลังจากที่มติดังกล่าวถูกคัดค้านไป ก็ทำให้รัฐบาลซีเรียกล้าที่จะใช้ความรุนแรงกับผู้ต่อต้านหนักขึ้น จนกลายเป็นความรุนแรงมากที่สุดในรอบ 11 เดือน
อีกกรณีหนึ่งนั่นคือ ชาติมหาอำนาจเกิดใหม่เหล่านี้มีส่วนสำคัญในการทำให้แผนการคว่ำบาตรการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านของชาติตะวันตกไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ เพราะชาติมหาอำนาจเกิดใหม่อย่างจีนกับอินเดีย ยืนยันจะไม่เข้าร่วมกับแผนดังกล่าว ดังนั้นอิหร่านจึงไม่กลัวผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และกล้าที่จะเดินหน้าโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของตนเองต่อไป
สื่อชื่อดังของสหรัฐจึงให้ข้อเสนอแนะว่า ชาติมหาอำนาจเกิดใหม่ควรที่จะหันมาตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อทั่วทั้งโลก จากการตัดสินใจดำเนินนโยบายต่างๆ ของตนให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ได้แล้ว มิใช่มัวแต่คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของชาติตนเพียงฝ่ายเดียว เพราะสิ่งที่ตัดสินใจไปนั้นย่อมส่งผลกระเทือนมากกว่าแค่ประเทศตนเพียงประเทศเดียว
ดังนั้น จีนและรัสเซียจึงควรเปลี่ยนจุดยืนในการปกป้องซีเรียแบบผิดๆ จนนำไปสู่การฆ่าล้างประชาชน ในขณะที่อินเดียและจีนก็ควรที่จะหยุดการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน เพื่อบีบให้อิหร่านยอมยกเลิกนโยบายการสร้างอาวุธร้ายแรงต่อประชาคมโลก







