
จับตาเยือนสหรัฐของว่าที่ผู้นำแดนมังกรบททดสอบสัมพันธ์การค้ามะกัน-จีน
การเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาของสีจิ้นผิง รองประธานาธิบดี และว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสาธารณรัฐประชาชนจีน
การเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาของสีจิ้นผิง รองประธานาธิบดี และว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสาธารณรัฐประชาชนจีน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
การเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาของสีจิ้นผิง รองประธานาธิบดี และว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่จะมีขึ้นในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ นับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทั่วโลกต่างจับตามอง
เพราะเป็นการพบกันของสองขั้วมหาอำนาจของโลก ในขณะที่ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกันส่อแววตึงเครียดหนัก จากข้อกล่าวหาของสหรัฐ ที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ออกมาระบุว่าจีนเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้สหรัฐค้าขายขาดทุนจนเศรษฐกิจของประเทศต้องตกอยู่ในภาวะชะลอตัว
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ กล่าวว่า การที่ประธานาธิบดีโอบามาให้คำมั่นที่จะจัดตั้งหน่วยงานตอบโต้การค้าไม่เป็นธรรม (Trade Enforcement Unit) เมื่อเดือนที่แล้ว โดยมีเป้าหมายอยู่ที่จีน ได้กลายเป็นตัวจุดชนวนให้สงครามการค้าของสองประเทศใกล้ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
การมาเยือนสหรัฐของสีจิ้นผิงในครั้งนี้ แม้จะเป็นไปเพื่อทักทายทำความรู้จักกันไว้ก่อนตามธรรมเนียม แต่ทั้งสหรัฐและจีนต่างก็ตระหนักดีว่ามีประเด็นทางการเมืองมากมายรอคอยอยู่
ยิ่งไปกว่านั้น การมาเยือนของรองประธานา ธิบดีจีนครั้งนี้ มีขึ้นเพียง 3 สัปดาห์หลังจากที่ประธานาธิบดีโอบามาขึ้นแถลงนโยบายประจำปี ซึ่งล้วนเต็มไปด้วยวาทะเผ็ดร้อนทางการเมือง ทั้งการพูดว่าสหรัฐจะไม่ยอมทนกับคู่แข่งที่ไม่เล่นตามกติกา ทั้งการย้ำว่าไม่ใช่เรื่องถูกต้องที่จะปล่อยให้ประเทศหนึ่งๆ ลอกเลียนแบบทรัพย์สินทางปัญญา หรือมีข้ออ้างเพื่อรับความช่วยเหลือมากกว่า พร้อมสรุปว่าสหรัฐเป็นผู้ชนะเสมอถ้าเล่นกันอย่างยุติธรรม
แต่กระนั้น ดูเหมือนว่าคำพูดเหล่านั้นจะไม่ได้ทำให้จีนสะดุ้งสะเทือนสักเท่าไรนัก
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า ความเคลื่อนไหวเดียวของสหรัฐที่เรียกความสนใจจากจีนได้ก็คือ การพยายามครั้งล่าสุดของประธานาธิบดีโอบามา ที่จะเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการสหรัฐให้สู้กับจีนได้อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม การตอบโต้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ระหว่างสหรัฐกับจีนนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะนับตั้งแต่ที่ประธานาธิบดีโอบามาเข้ารับตำแหน่ง สหรัฐก็เริ่มดำเนินมาตรการตอบโต้จีนทันที ด้วยการประเดิมการเพิ่มอัตราภาษีตอบโต้การอุดหนุนการค้า (Countervailing Duties) หรือซีวีดี ในปี 2552 และเป็นสิ่งที่ แดน ไอเคนสัน จากสถาบันคาโต กล่าวว่า ทำให้จีนหัวเสียมากจนต้องยื่นเรื่องอุทธรณ์ต่อองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) แต่จีนก็ต้องแพ้คดีไป
จนถึงปัจจุบัน สหรัฐได้ใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุนทางการค้าและต่อต้านการทุ่มตลาดกับสินค้าของจีนกว่า 24 รายการ ไล่เรียงตั้งแต่ยางรถยนต์ยันแท่งเหล็ก จนถึงกุ้งแช่แข็ง พร้อมกับยื่นเรื่องต่อองค์การการค้าโลก เพื่อร้องเรียนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เช่น เซลล์แสงอาทิตย์ หรือกังหันพลังงานลม
แน่นอนว่า จีนตอบโต้การกระทำดังกล่าวของสหรัฐทันควัน ด้วยการจัดเก็บภาษีกับสินค้านำเข้าของสหรัฐ เช่น ไก่ รถยนต์หรู และยื่นเรื่องร้องเรียนต่อดับเบิลยูทีโอเช่นกัน
ทั้งนี้ แม้จะเดินหน้าต่อต้านการอุดหนุนและการทุ่มตลาดจีนอย่างเต็มที่ แต่สหรัฐก็รู้สึกว่าตนเองยังคงเสียเปรียบจีนอยู่ดี เพราะนโยบายแทรกแซงค่าเงินของรัฐบาลจีน ที่ทำให้ค่าเงินหยวนน้อยกว่าความเป็นจริงของมูลค่าตลาด เป็นนโยบายที่นักวิเคราะห์ของสหรัฐเห็นว่าอวยประโยชน์ให้กับผู้ส่งออกจีนเต็มๆ
ที่ผ่านมา สหรัฐพยายามตอกย้ำให้จีนลอยตัวค่าเงินหยวนมาโดยตลอด แต่จีนกลับตอบสนองต่อคำร้องนั้นค่อนข้างจะเชื่องช้า ไม่ทันใจรัฐบาลสหรัฐ
สาเหตุที่ทำให้สหรัฐเห็นเช่นนั้น ก็เพราะสหรัฐยังคงขาดดุลการค้ากับจีนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเฉพาะ 11 เดือนแรกของปี 2554 สหรัฐขาดดุลงบประมาณไปแล้วถึง 2.72 แสนเหรียญสหรัฐ โดยเพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่จีนนำเข้าสินค้าของสหรัฐเพียง 40% เท่านั้น
ทั้งนี้ บรรดานักวิเคราะห์ต่างหวังว่าท่าทีแข็งขันของรัฐบาลสหรัฐจะทำให้นโยบายต่อต้านการค้าได้รับการจัดระเบียบและลงมือทำอย่างจริงจังมากขึ้นเสียที
“เราจะตรวจสอบและค้นหาความไม่เป็นธรรมทางการค้าต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าจีนหรือประเทศใดๆ ก็ตามเล่นเกมตามกฎกติกา” หนึ่งในเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล ระบุ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งก็เกรงว่าท่าทีที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงกลยุทธ์การหาเสียงเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกหนึ่งสมัย ระหว่างประธานาธิบดีโอบามากับพรรครีพับลิกัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายมักใช้จีนและการขาดดุลงบประมาณเป็นประเด็นในการเรียกคะแนนนิยม
หวงยูคง ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีนจากกองทุนคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ กล่าวว่า สีจิ้นผิงรู้แน่แก่ใจว่าลำพังแค่คำพูดย่อมไม่มีอันตราย ดังนั้น สีจิ้นผิงย่อมไม่สะดุ้งสะเทือนแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสีจิ้นผิงกำลังจะขึ้นเป็นผู้นำ ก็ยิ่งต้องแสดงความแข็งแกร่งให้ประชาชนจีนได้เห็น
“แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความวิตกเรื่องสงครามการค้า (ระหว่างจีนกับสหรัฐ) จะหมดไป เพราะคำพูดเหล่านั้นล้วนสื่อความหมายในตัวของมันเองชัดอยู่แล้ว” หวงยูคง กล่าว พร้อมระบุว่า ข้อพิพาทเหล่านี้คงไม่จบไปง่ายๆ เป็นแน่ ตราบใดที่อัตราการว่างงานในสหรัฐยังอยู่ในระดับสูง และตราบเท่าที่ตัวเลขการขาดดุลงบประมาณยังมีปริมาณมหาศาล
การมาเยือนของสีจิ้นผิง รองประธานาธิบดีจีน ท่ามกลางบรรยากาศความสัมพันธ์ทางการค้าของสองประเทศที่ยังอึมครึม จึงเป็นเรื่องที่ทั่วโลกต่างจับจ้องอย่างลุ้นระทึก
เพราะการพบกันครั้งนี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่นำมาซึ่งการค้าที่เป็นมิตรต่อกัน หรือสงครามการค้าที่พร้อมห้ำหั่นกันก็เป็นได้







