
ปฏิรูปการเมือง-เปิดเสรีสื่อ-บริหารงานโปร่งใสพม่าโชว์ความพร้อม หวนคืนเวทีโลก
หลังจากปิดกั้นตัวเองมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ดินแดนล้าหลังด้อยพัฒนาในสายตาโลกตะวันตกอย่างพม่าก็เริ่มตระหนักได้ว่าการถูกโดดเดี่ยวนั้นอันตรายและเจ็บปวดเพียงใด
หลังจากปิดกั้นตัวเองมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ดินแดนล้าหลังด้อยพัฒนาในสายตาโลกตะวันตกอย่างพม่าก็เริ่มตระหนักได้ว่าการถูกโดดเดี่ยวนั้นอันตรายและเจ็บปวดเพียงใด
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
หลังจากปิดกั้นตัวเองมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ดินแดนล้าหลังด้อยพัฒนาในสายตาโลกตะวันตกอย่างพม่าก็เริ่มตระหนักได้ว่าการถูกโดดเดี่ยวนั้นอันตรายและเจ็บปวดเพียงใด
บทเรียนดังกล่าวส่งผลให้พม่าเร่งเครื่องเดิน หน้าปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่เพื่อแสดงความพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก
หลักฐานที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีก็คือ นับตั้งแต่รัฐบาลพลเรือนขึ้นสู่อำนาจเมื่อปี 2552 ภายหลังชนะการเลือกตั้งสุดอื้อฉาวที่มีการกล่าวขานกันทั่วโลกว่าเป็นการปล้นชัยชนะจากพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของ อองซานซูจี ผู้นำการเรียกร้องประชาธิปไตยคนสำคัญ ผู้นำพม่าก็ได้นำพาประเทศมาสู่เส้นทางแห่งการปฏิรูปสู่วิถีทางแห่งประชาธิปไตยอย่างแท้จริงภายหลังประเทศถูกปกครองในระบอบเผด็จการทหารอยู่นานหลายทศวรรษ
เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายยอมรับว่าทำให้พม่ากลายเป็นประเทศที่เนื้อหอมอย่างมากจากการที่บรรดาชาติตะวันตกต่างเล็งเห็นช่องทางลงทุนและกอบโกยผลประโยชน์
การเปลี่ยนแปลงแรกสุด คือ การสั่งปล่อยตัว อองซานซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เมื่อเดือน พ.ย. 2553 หลังถูกกักบริเวณในบ้านพักเก่าทรุดโทรมริมทะเลสาบนครย่างกุ้งนานถึง 15 ปี เนื่องจากรัฐบาลทหารพม่ามองว่า อองซานซูจี คือบุคคลอันตรายและเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัฐบาล เพราะความเคลื่อนไหวที่เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศให้เป็นไปตามแนวทางประชาธิปไตย
ทั้งนี้ การปล่อยตัว อองซานซูจี ในเบื้องต้นของรัฐบาลพม่าถูกมองว่าเป็นเพียงการสร้างภาพเพื่อหวังลดแรงกดดันจากประชาคมโลก ขณะที่หลายฝ่ายเชื่อว่าท้ายที่สุดรัฐบาลจะควบคุม อองซานซูจี อีกรอบ และไม่ปล่อยให้เคลื่อนไหวทางการเมืองได้อย่างอิสระแน่นอน
ทว่า รัฐบาลพม่าก็สร้างความประหลาดใจครั้งใหญ่ ด้วยการอนุญาตให้พรรคเอ็นแอลดีจดทะเบียนจัดตั้งพรรคครั้งใหม่เพื่อปูทางสู่การลงสมัครเลือกตั้ง รวมทั้งการอนุญาตให้ อองซานซูจี เดินสายหาเสียงเลือกตั้งอย่างเสรี ทั้งในหรือนอกนครย่างกุ้ง
การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการตอกย้ำให้โลกได้เห็นถึง “ความจริงใจ” ของรัฐบาลในการปฏิรูปประเทศ
ไม่เพียงเท่านี้ รัฐบาลพม่ายังได้มีคำสั่งปล่อยนักโทษทางการเมืองกว่า 600 ชีวิต ซึ่งรวมถึงอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูง นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และผู้นำชนกลุ่มน้อย โดยประธานาธิบดี เต็ง เส่ง ได้ประกาศไว้ในวาระฉลองวันเอกราชพม่าว่า รัฐบาลต้องการปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองเพื่อที่นักโทษเหล่านี้จะได้มีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างชาติและความปรองดองในประเทศ
แทบไม่ต้องเดาก็เป็นที่รับทราบโดยทั่วกันว่า ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลพม่าเพื่อดำเนินการปล่อยตัวนักโทษครั้งใหญ่ในคราวนี้ได้สร้างความพึงพอใจให้กับตะวันตกเป็นอย่างมาก ยืนยันได้จากการที่ วิลเลียม เฮก รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ และฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ต่างแสดงความปลาบปลื้มยินดีกับข่าวดังกล่าว พร้อมหยอดว่า “เป็นก้าวย่างสำคัญของพม่าเลยทีเดียว”
ขณะเดียวกัน ที่ดูจะสร้างความประหลาดใจให้กับต่างชาติได้เช่นกันก็คือ การลงนามในข้อตกลงหยุดยิงของรัฐบาลกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยต่างๆ
เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าพม่านั้นเป็นประเทศที่มีประชากรหลากหลายเชื้อชาติ ประกอบด้วย ชาติพันธุ์พม่า 63% ไทยใหญ่ 16% มอญ 5% ยะไข่ 5% กะเหรี่ยง 3.5% กะฉิ่น 3% ไทย 3% และชิน 1%
ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับชนกลุ่มน้อยเกิดขึ้นมาเป็นเวลานาน โดยนับตั้งแต่ระบอบเผด็จการทหารพม่าขึ้นสู่อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ ก็ได้ใช้นโยบายแบ่งแยกและปกครองในพม่ามาโดยตลอด ด้วยการใช้ปัจจัยความแตกต่างทางเชื้อชาติและศาสนาระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์เป็นเครื่องมือทางการเมืองการปกครอง สร้างความเกลียดชังความแตกแยกระหว่างคนเชื้อชาติพม่ากับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ
กองกำลังชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ ซึ่งมีอาณาบริเวณและมวลชนที่สนับสนุนตนเอง จึงต้องการแยกเป็นรัฐอิสระและไม่อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลกลางพม่า
ดังนั้น การลงนามในข้อตกลงหยุดยิงล่าสุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นกับกลุ่มกองกำลังกะฉิ่น กบฏชนกลุ่มน้อยกะเหรี่ยง หรือชนกลุ่มน้อยมอญ จึงนับว่าเป็นสัญญาณที่ดียิ่ง
แม้ปัจจุบันยังคงมีการปะทะกันระหว่างทหารพม่ากับกองกำลังชนกลุ่มน้อยตามพื้นที่ต่างๆ ทว่า ขิ่นยี รัฐมนตรีกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองและประชากรพม่า ก็ยืนยันว่าอาจต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งกว่าจะสามารถสร้างความสงบอย่างยั่งยืนภายในประเทศได้
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ารัฐบาลพม่าเตรียมออกกฎหมายด้านสื่อสารมวลชนฉบับใหม่ ซึ่งอาจส่งผลให้กองเซ็นเซอร์ข่าวที่ดำเนินการอย่างเข้มงวดมาตลอด 50 ปี ถูกยุบทิ้งในที่สุด
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาพม่าขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการเซ็นเซอร์ข้อมูลข่าวสารมากที่สุดประเทศหนึ่งก็ว่าได้ โดยก่อนที่จะมีการนำเสนอข่าวสารได้นั้น กองจดทะเบียนและตรวจสอบสื่อสิ่งพิมพ์ (พีเอสอาร์ดี) จะต้องกลั่นกรองหรือเซ็นเซอร์เนื้อหาทุกครั้ง
หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ เป็นการจำกัดเสรีภาพของสื่อนั่นเอง!
อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปในปัจจุบันได้นำไปสู่การเปิดกว้างด้านเสรีภาพสื่อมากขึ้น เช่น สื่อสามารถรายงานข่าวเกี่ยวกับ อองซานซูจี ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่เคยเป็นเรื่องต้องห้าม หรือการที่รัฐบาลปล่อยตัวผู้สื่อข่าวหลายคน ซึ่งเคยถูกจำคุกด้วยข้อกล่าวหาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือนำเสนอข่าวต้องห้าม
สำหรับกฎหมายใหม่ฉบับนี้ รัฐบาลพม่ายังได้เชื้อเชิญองค์กรสื่อบางแห่งมาร่วมร่างกฎหมายอีกด้วย โดยแม้จะต้องใช้เวลานานถึง 1 ปี กว่าที่ร่างกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ ทว่าการที่รัฐบาลได้เสนอร่างกฎหมายดังกล่าวก็ได้สร้างความพึงพอใจให้กับบรรดาสื่อมวลชนในพม่าได้เป็นอย่างดี เพราะเปรียบเสมือนคำมั่นสัญญาว่า ต่อไปนี้สื่อจะมีเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเต็มที่นั่นเอง
แม้ประชาคมโลกจะพร้อมใจกันออกโรงชื่นชมพม่ากับความคืบหน้าในการปฏิรูปหลายระลอก แต่ก็ยังเป็นหลักประกันที่ไม่เพียงพอสำหรับชาติตะวันตกในการตัดสินใจยุติมาตรการคว่ำบาตร
ทั้งนี้ หลายฝ่ายได้เรียกร้องให้พม่าเดินหน้าปฏิรูปประเทศต่อไป เพราะยังคงรอคอยความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเทศที่ได้ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันและละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง
โทมัส โอเจีย ควินตานา ผู้แทนทูตด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แสดงความเห็นว่า บททดสอบที่แท้จริงของพม่าอยู่ที่การเลือกตั้งซ่อมซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 1 เม.ย. โดยทั่วโลกกำลังจับจ้องว่าจะเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่
“การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ เพราะเป็นบททดสอบที่แท้จริงถึงคำสัญญาและความจริงใจของรัฐบาลพม่าในการปฏิรูปประเทศ” ควินตานา กล่าว พร้อมย้ำชัดว่า รัฐบาลพม่าจำเป็นต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต
ดังนั้น หากพม่าต้องการหวนกลับคืนไปสู่เวทีสากลอีกครั้งก็ต้องพิสูจน์ให้โลกได้เห็นถึงความ “ตั้งใจ” และ “จริงใจ” ในการเปลี่ยนแปลงประเทศ เพราะหากสามารถทำตามเงื่อนไขเหล่านี้ได้ ประชาคมโลกก็จะถูกบีบให้ทบทวนท่าทีต่อพม่าใหม่
ท้ายสุดแล้ว อนาคตของพม่าก็ตกอยู่ในมือพม่านั่นเอง







