posttoday
เตรียมพร้อมไทยสู่อาเซียน

เตรียมพร้อมไทยสู่อาเซียน

30 มกราคม 2555

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN)

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN)

โดย..รวิภาส กล่ำทวี

หรือที่เรียกกันอย่างย่อๆ ว่า “อาเซียน” ถือกำเนิดเกิดมาโดยปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) ซึ่งเกิดจากการลงนามร่วมกันระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของ 5 ชาติสมาชิกผู้ก่อตั้งอาเซียน ได้แก่ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2510 ณ กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของไทย และบุคคลที่ไม่สามารถจะลืมได้ว่า ท่านร่วมเป็นบิดาของการก่อตั้งอาเซียนและเป็นตัวแทนของประเทศไทย ได้แก่ ท่านรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยในเวลานั้น ดร.ถนัด คอมันตร์

อาเซียนปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ และอยู่ร่วมกันภายใต้กฎกติกาใหญ่ที่เรียกว่า ASEAN Charter หรือแปลเป็นไทยตามภาษากฎหมายได้ว่า “กฎบัตรอาเซียน” วัตถุประสงค์ของอาเซียนตั้งแต่เริ่มก่อตั้งถึงแม้ว่าจะไม่มีระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องของการเมืองและความมั่นคง แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าอาเซียนเกิดจากการวมตัวกันของประเทศสมาชิกผู้ก่อตั้งเพื่อต่อต้านการถูกครอบงำโดยอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่แผ่ขยายไปทั่วเอเชียในเวลานั้น

นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้อาเซียนมีอายุกว่า 45 ปีแล้ว และมีวิวัฒนาการของความร่วมมือและการพัฒนามาโดยตลอด โดยหลักๆ สมาชิกของอาเซียนจะแบ่งความร่วมมือออกเป็น 3 เสาหลัก (Pillars) ได้แก่ ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ และความร่วมมือด้านการสังคมและวัฒนธรรม และที่ประเทศไทยกำลังตื่นตัวกันมาก (ทั้งที่ควรตื่นตัวมาก่อนหน้านี้นานแล้ว) ได้แก่ การที่ประเทศสมาชิกอาเซียนกำลังจะเข้าสู่กฎกติกาของการเป็น “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” อย่างเต็มตัวในปี ค.ศ. 2015 หรืออีก 3 ปีข้างหน้านี่เอง

สาระสำคัญของการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ได้แก่ การที่ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจร่วมกันได้ทั้งหมดอย่างเสรี ไม่ว่าจะเป็นการค้า การลงทุน รวมทั้งการเคลื่อนย้ายทุน แรงงาน สินค้าและบริการได้อย่างเสรี โดยไม่มีอุปสรรคทางภาษีและกฎระเบียบทางราชการเข้ามาควบคุม หรือถ้ามีการควบคุมก็จะมีการควบคุมในระดับน้อยที่สุดสำหรับประเทศสมาชิกบางประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดในกลุ่มอาเซียน

สิ่งที่จะตามมาจากการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเต็มตัว ได้แก่ ผลกระทบต่อประเทศสมาชิกทั้งหมด รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งจะมีทั้งในด้านดีและด้านที่ไม่ดี ทำให้ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมดต้องมีการเตรียมตัวรับมือให้พร้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้ และในขณะเดียวกันจะต้องคิดต่อไปอีกว่าจะใช้สถานการณ์ดังกล่าวให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศของตนเองได้อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะในมุมของเศรษฐกิจ

หันมามองประเทศไทย รัฐบาลปัจจุบันก็ดูเหมือนว่าจะตื่นตัวกับเรื่องการสร้างความพร้อมให้แก่ประเทศในการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอยู่เหมือนกัน แต่ภาพที่ปรากฏออกมาและเท่าที่ทราบในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ดูเหมือนว่าการสร้างความพร้อมให้แก่ประเทศไทยในการเข้าสู่อาเซียนยังไม่มีอะไรออกมาเป็นภาพใหญ่ที่ชัดเจน หรือยังไม่มีอะไรออกมาเป็นกลยุทธ์ระดับชาติที่พอจะมองเห็นทิศทางการทำงานของบรรดาหน่วยงานต่างๆ ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาล

ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ดูเหมือนว่ารัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนน้อยเกินไป อาจจะเป็นเพราะว่าผู้บริหาร (นักการเมือง) ในรัฐบาลนี้ยังขาดวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอาเซียน หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะว่ามีเรื่องอื่นๆ ที่รัฐบาลเห็นความสำคัญมากกว่า

ในการเตรียมความพร้อม ผู้เขียนเห็นว่า รัฐบาลในฐานะเป็นองค์กรบริหารที่มีอำนาจมากที่สุดของประเทศ จะต้องเป็นผู้นำในการเตรียมความพร้อมให้แก่ประชาชน รัฐบาลจะต้องถือธงนำหน้าผ่านทางการกำหนดให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อน หลายท่านอาจจะเถียงว่ารัฐบาลได้ให้นโยบายแก่หน่วยงานในสังกัดและกำลังทำเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว แต่เท่าที่ทราบหลายหน่วยงานในภาครัฐยังคงดำเนินการกันแบบต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ ขาดการบูรณาการ

มิหนำซ้ำหลายหน่วยงานภาคเอกชนยังเดินนำหน้าโดยการเตรียมความพร้อมให้แก่ตนเองดีเสียกว่าหน่วยงานในภาครัฐเสียอีก รัฐบาลต้องอย่าลืมว่า เรื่องการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็แล้วแต่ ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างสูงและไม่สามารถมองข้ามได้เลย เพราะว่ากิจการระหว่างประเทศเป็นเรื่องหน้าตาหรือภาพลักษณ์ของประเทศ ในความเป็นจริงในหลายประเทศในโลก สภาพเศรษฐกิจการเมืองภายในของประเทศเหล่านั้นก็ไม่ได้ดีหรือหรูหรามากไปกว่าประเทศไทย แต่ภาพบนเวทีเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศการเมืองระดับโลกเขากลับทำได้ดีกว่าประเทศไทย

ลำดับต่อมา ได้แก่ การสร้างความรู้เกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนให้แก่ภาคประชาชน โดยความคิดเห็นของผู้เขียนเห็นว่า การสร้างความรู้ให้แก่ภาคประชาชนทั้งประเทศเกี่ยวกับอาเซียนน่าที่จะให้หน่วยงาน 2 หน่วยงานเป็นผู้ถือธงนำหน้า หน่วยงานดังกล่าว ได้แก่ “กระทรวงศึกษาธิการ” และ “กระทรวงการต่างประเทศ” สมควรจะได้รับมอบหมายอย่างจริงจังจากรัฐบาลให้เป็นผู้รณรงค์ให้ความรู้ให้แก่ประชาชนในภาพรวมเกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และจะต้องทำอย่างจริงจัง กว้างขวางและอย่างต่อเนื่อง จะต้องใช้งบประมาณมากเท่าไหร่ก็ต้องทำ

อีกประการหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าสำคัญมากที่สุด ได้แก่ การกำหนดกลยุทธ์ทั้งเชิงรุกและเชิงรับต่อการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เนื่องจากด้านเศรษฐกิจเป็นด้านที่มีความละเอียดอ่อนจำเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน รัฐบาลควรกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจทั้งหมดมาร่วมหารือและกำหนดทิศทางกลยุทธ์ร่วมกัน เช่น นำเอากระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม มาเป็นตัวหลักผสมผสานเข้ากับการเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน ลักษณะการทำงานแบบนี้จะช่วยให้ประเทศไทยมีกลยุทธ์ทั้งรุกและรับที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์และมีความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของโลกได้อย่างเต็มที่  

 

ข่าวล่าสุด

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย