posttoday
ความเท่าเทียมฝันแบบมะกันที่ยังไปไม่ถึง

ความเท่าเทียมฝันแบบมะกันที่ยังไปไม่ถึง

29 มกราคม 2555

แม้สังคมแห่งความเสมอภาค หรืออเมริกัน ดรีม จะเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา

แม้สังคมแห่งความเสมอภาค หรืออเมริกัน ดรีม จะเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

แม้สังคมแห่งความเสมอภาค หรืออเมริกัน ดรีม จะเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เห็นได้จากแถลงการณ์นโยบายประจำปีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญต่างยอมรับตรงกันว่าแนวคิดที่งดงามเหล่านั้นดูจะเป็นจริงได้ยากเสียแล้วในปัจจุบัน

ทั้งนี้ สภาพสังคมในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ความเชื่อที่ว่าสังคมอเมริกันเปี่ยมล้นด้วยความเท่าเทียมทางโอกาส ที่เมื่อใครก็ตามหากขยันขันแข็งก็สามารถสร้างตัวขึ้นมาได้นั้น กำลังถูกทดแทนด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า ช่องว่างทางรายได้ของชาวอเมริกันกำลังถ่างกว้างขึ้นจนกลายเป็นช่องว่างระหว่างชนชั้น

ผลที่ได้ก็คือการที่ชาวอเมริกันคนหนึ่งจะขยับฐานะขึ้นมาอยู่ในระดับหนึ่งจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

เดวิด แมดแลนด์ ผู้อำนวยการโครงการวิจัยด้านการจ้างแรงงานและระบบแรงงานของสถาบันวิชาการและการวิจัยแห่งศูนย์เพื่อความก้าวหน้าแห่งสหรัฐ กล่าวว่า ปัจจุบันชาวอเมริกันเริ่มเชื่อกันแล้วว่า การไปให้ถึงจุดหมายตามที่ฝันไว้จะไม่มีทางเป็นจริง เพราะชนชั้นบนหรือคนรวยต่างก็เก็บเกี่ยวตักตวงกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัว จนความมั่งคั่งเหล่านั้นไม่มีทางที่จะตกลงมาถึงชนชั้นกลางและชนชั้นล่างได้

ความเท่าเทียมฝันแบบมะกันที่ยังไปไม่ถึง

 

ขณะเดียวกัน ผลการวิจัยล่าสุดซึ่งเกี่ยวกับการเลื่อนสถานะทางเศรษฐกิจของคนอเมริกัน ในชื่อหัวข้อว่า “ความเชื่อในแบบอเมริกัน ดรีม ยังมีอยู่จริงหรือไม่” อันเป็นผลจากความร่วมมือระหว่าง บรูกกิง อินสติติวชัน สถาบันด้านการวิจัยนโยบายสาธารณะ กับ พิว แชริเตเบิล ทรัสต์ส (Pew Charitable Trusts) ได้เผยว่า ในช่วงปี 2522-2547 1 ใน 5 ของจำนวนรายได้แท้จริงหลังหักภาษีของคนชนชั้นล่างในสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 9% เท่านั้น ขณะที่ 1 ใน 5 ของคนรวยมีรายได้แท้จริงหลังหักภาษีเพิ่มขึ้นถึง 69%

นอกจากนี้ อีก 1% ของจำนวนคนรวยอีกจำนวนหนึ่งที่ทำการสำรวจ มีรายได้หลังหักภาษีแล้วเพิ่มขึ้นถึง 176%

ยิ่งไปกว่านั้น การวิจัยดังกล่าวยังเผยให้เห็นอีกว่า รายได้จากค่าตอบแทนของผู้บริหารระดับสูงในช่วงปี 25232548 เมื่อเทียบกับรายได้ของพนักงานลูกจ้างทั่วไปในช่วงเดียวกัน ปรากฏว่ากลุ่มแรกนั้นมีรายได้มากกว่ากลุ่มที่ 2 ถึง 35 ไปจนถึง 262 เท่า

ทั้งนี้ ด้วยช่องว่างทางรายได้ที่เกิดขึ้นอย่างมากจนนำไปสู่การปิดกั้นโอกาสในการเลื่อนสถานะทางเศรษฐกิจจากชนชั้นหนึ่งไปสู่ชนชั้นหนึ่งนี้เอง ที่กลายเป็นตัวจุดชนวนที่สำคัญที่ก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ชาวอเมริกัน จนนำไปสู่การประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ หรือการประท้วงต่อต้านทุนนิยม (ออคคิวพาย วอลสตรีต) ขึ้นในหลายเมืองสำคัญของสหรัฐในที่สุด

แม้การประท้วงที่เกิดขึ้นไม่มีพลังเพียงพอที่จะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะกลุ่มผู้ประท้วงขาดจุดร่วมในการเรียกร้องและข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาเองก็ยังไม่มีความชัดเจนมากพอ อีกทั้งต่างกลุ่มต่างก็ที่เรียกร้องกันไปคนละทิศละทาง

แต่การประท้วงดังกล่าวก็ช่วยให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ซึ่งถือเป็นก้าวย่างสำคัญ หลังจากบรรดานักการเมืองและรัฐมนตรีด้านนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งหลายเริ่มหันมาให้ความสนใจกับสิ่งที่ไม่เป็นธรรมและเป็นจุดบอดของสังคม จนนำไปสู่การผลักดันนโยบายการสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ การที่ประธานาธิบดี โอบามา แถลงนโยบายต่อรัฐสภาประจำปี 2555 เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ได้เรียกร้องให้คนรวยในสหรัฐต้องเสียภาษีมากขึ้น และปรับปรุงระบบสวัสดิการและระบบการหักภาษีใหม่ทั้งหมด

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ความเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายเพื่อให้ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมดังกล่าวได้เกิดขึ้นมาในช่วงเวลาเดียวกันกับการลุกฮือขึ้นมาของชาวอเมริกันที่กำลังมองว่าโอกาสในการขยับฐานะไปสู่อีกชนชั้นของตนกำลังเต็มไปด้วยความตีบตันอย่างพอดิบพอดี

อีลิก เคอร์ริเออร์ หัวหน้าโครงการวิจัยดังกล่าวแสดงความเห็นว่า ปัจจุบันอุดมการณ์ในแบบ “อเมริกัน ดรีม” ของประชาชนชาวอเมริกันนั้นยังไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าไม่มีอยู่จริง เพราะหากนำตัวเลขรายได้ใน 5 อันดับที่น้อยที่สุดในประเทศไปเทียบกับ 5 อันดับรายได้ที่น้อยที่สุดในอดีต จะพบว่าคนปัจจุบันมีรายได้มากกว่าคนรุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัดเจน

“ฉะนั้นหากจะพูดว่า อุดมการณ์ในแบบอเมริกัน ดรีม ได้สูญสิ้นไปแล้วก็ไม่น่าจะเป็นจริง และการที่คนมีรายได้มากขึ้น ก็หมายถึงโอกาสในชีวิตที่จะเลือกหาสิ่งดีๆ ใส่ตัวก็มีมากขึ้นเช่นกัน” เคอร์ริเออร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เคอร์ริเออร์ กล่าวว่า ในทางกลับกันเป็นที่น่าสังเกตว่าคนในกลุ่มเดียวกันนี้เองกลับยังไม่สามารถยกระดับฐานะความเป็นอยู่ขึ้นมาได้

“สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักการสำคัญของประเทศที่มุ่งเน้นการให้ความสำคัญกับเรื่องของความเท่าเทียมทางโอกาส และความเป็นธรรม” เคอร์ริเออร์ ระบุ พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ได้มาซึ่งความฝันแบบอเมริกัน ดรีม ที่จะช่วยยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจได้ก็คือ การศึกษา การประหยัดมัธยัสถ์ และสังคมแวดล้อมที่ดี

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงทำให้การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปลายปีนี้ นอกจากประเด็นด้านเศรษฐกิจที่จะพูดถึงเรื่องของการว่างงานแล้ว ประเด็นด้านความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจก็จะเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญที่จะมีการพูดถึงกันมากที่สุด

เพราะก่อนหน้านี้ได้มีการเปิดโปงเรื่องความไม่เป็นธรรมในการเสียภาษีของผู้สมัครชิงตำแหน่งตัวแทนพรรครีพับลิกันของ มิตต์ รอมนีย์ ขึ้นมา

ข้อมูลที่เปิดเผยมานั้นชี้ว่า มิตต์ รอมนีย์ เสียภาษีในอัตราที่น้อยกว่าคนทั่วไปมากกว่าครึ่ง จนกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันทั่วไปว่า อะไรคือความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจที่ตนกำลังได้รับ และระบบภาษีในปัจจุบันนี้ควรแก้ไขหรือไม่

ทั้งนี้ เมื่อปี 2504 ในสมัยของประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี บรรดาเศรษฐี 390 อันดับแรกเสียภาษีให้รัฐเฉลี่ย 42% ของรายรับทั้งหมดของประเทศ และตัวเลขดังกล่าวก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ โดยในปี 2552 นั้น ภาษีคนรวยที่ต้องจ่ายให้รัฐมีจำนวนลดน้อยลงเหลือแค่ 18% ขณะที่ประชาชนอีกกว่า 90% ของประเทศ มีจำนวนการจ่ายภาษีให้รัฐลดลงจาก 9.6% เหลือ 7.2%

หรือพูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า กลุ่มคนรวยมีภาษีลดลง 24% ขณะที่คนทั่วไปลดแค่ 2.4%

เดวิด เคย์ จอห์นสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี ระบุว่า คนอเมริกันมีระบบภาษี 2 อย่างที่แยกจากกัน และไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ยังย้ำอีกด้วยว่า ผู้มีรายได้จากเงินเดือน และจากธุรกิจถูกเก็บภาษีอย่างเข้มงวด ทว่าในทางกลับกันกลุ่มนักลงทุนและคนร่ำรวยกลับถูกเก็บภาษีเล็กน้อย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จอห์นสัน กล่าวว่า ที่เลวร้ายยิ่งกว่าก็คือการที่ระบบเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมด 
 

 

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง