
เปิดม่านดาวอลโลฟวิกฤตทุนนิยมตะวันตกแนะเดินตามอย่างจีน
การประชุมเศรษฐกิจโลกประจำปีครั้งที่ 42 หรือ “เวิลด์อีโคโนมิก ฟอรัม” ระหว่างวันที่ 25-29 ม.ค. ที่เมืองดาวอส
การประชุมเศรษฐกิจโลกประจำปีครั้งที่ 42 หรือ “เวิลด์อีโคโนมิก ฟอรัม” ระหว่างวันที่ 25-29 ม.ค. ที่เมืองดาวอส
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
การประชุมเศรษฐกิจโลกประจำปีครั้งที่ 42 หรือ “เวิลด์อีโคโนมิก ฟอรัม” ระหว่างวันที่ 25-29 ม.ค. ที่เมืองดาวอส ของสวิตเซอร์แลนด์ เปิดฉากขึ้นแล้ว โดยประเด็นสำคัญที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในการประชุมเป็นวันแรก ครอบคลุมถึงการอภิปรายเกี่ยวกับทางออกวิกฤตหนี้ยูโรโซน อนาคตของระบบทุนนิยมของชาติตะวันตก ไปจนถึงการผงาดขึ้นมาของจีนในฐานะผู้กอบกู้เศรษฐกิจโลก
ผู้เข้าร่วมประชุมเศรษฐกิจโลกในปีนี้ ซึ่งประกอบด้วยผู้นำรัฐบาลกว่า 40 ชาติ นักธุรกิจชั้นนำระดับโลก นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ผู้นำสหภาพแรงงาน ผู้ประกอบการ และนักวิชาการ เห็นพ้องว่าระบบทุนนิยมของชาติตะวันตกกำลังล้มเหลวอย่างหนัก ซึ่งหากบรรดาผู้นำชาติตะวันตกไม่เร่งแก้ไขหรือปฏิรูปอย่างจริงจัง อาจถูกประเทศมหาอำนาจเกิดใหม่แซงหน้า
บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมองว่า ระบบทุนนิยมแบบสังคมนิยมของจีน หรือทุนนิยมที่รัฐเข้ามาดูแลอย่างเต็มรูปแบบและพร้อมที่จะแทรกแซงระบบเศรษฐกิจ การส่งออก การลงทุนการค้าและการเงินนั้น กำลังจะเข้ามาแทนที่ระบบทุนนิยมของชาติตะวันตกอยู่ในขณะนี้
เดวิด รูเบนสไตน์ กรรมการผู้จัดการคาร์ไลล์ บริษัทเพื่อการลงทุนรายใหญ่ของสหรัฐ กล่าวว่า ชาติตะวันตกมีเวลา 34 ปี ที่จะปฏิรูปรูปแบบทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ซึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นระบบเศรษฐกิจที่ดีที่สุดโดยเร็วที่สุด ถ้าไม่เช่นนั้นชาติตะวันตกอาจต้องพบจุดจบและพ่ายแพ้เกมเศรษฐกิจในครั้งนี้
นอกจากนี้ บรรดาผู้นำของโลกเริ่มหันมาให้ความสำคัญต่อจีน ซึ่งกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้กอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับการแผ่อำนาจของจีน และเหตุผลเบื้องหลังของการลงทุนในต่างประเทศของจีน
ปาสกาล ลามี ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) กล่าวว่า จีนต้องเผชิญกับปัญหาความเข้าใจผิดจากการลงทุนในต่างประเทศของจีน ดังที่เห็นได้จากรัฐบาลของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ มักกล่าวหาจีนอยู่บ่อยครั้งว่า จีนละเมิดกฎการค้าระหว่างประเทศด้วยการออกกฎที่เกื้อหนุนต่อบริษัทและแรงงานของประเทศของตนอย่างไม่เป็นธรรม
แม้ว่าหลายปีที่ผ่านมาภาครัฐและเอกชนของจีนทุ่มเงินจำนวนมากเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลต่างชาติจำนวนมาก ทว่าบางประเทศยังคงมองว่าจีนกำลังกอบโกยผลประโยชน์จากประเทศที่มีเศรษฐกิจอ่อนแอ เพื่อสามารถเข้าถึงแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติและเทคโนโลยีในราคาถูก
ลามี กล่าวว่า หนทางเดียวที่จีนจะสามารถลบล้างคำกล่าวหานี้ได้ คือ การลงมือแก้ปัญหาความยากจนในประเทศให้ได้เสียก่อน
ขณะเดียวกัน การประชุมในครั้งนี้ได้มีการหารือเกี่ยวกับวิธีการแก้วิกฤตหนี้ยูโรโซน โดยนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี ซึ่งเป็นผู้เปิดการประชุม กล่าวเมื่อวันที่ 25 ม.ค. ว่า ยังมีความเชื่อมั่นว่ายุโรปยังคงมีสถานะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ถ้าหากประเทศสมาชิกร่วมมือกันแก้ปัญหา เพราะไม่เช่นนั้นยุโรปอาจถูกลดความสำคัญเหลือเป็นเพียงหนึ่งในจุดหมายของการท่องเที่ยวของโลกเท่านั้น
“ถึงเวลาแล้วที่ผู้กำหนดนโยบายของประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปต้องร่วมมือกันคิดทบทวนเพื่อยกเครื่องด้านนโยบายกันใหม่” แมร์เกิล กล่าว
รายงานระบุว่า แม้แมร์เกิลจะประกาศว่า พร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องการล่มสลายของยูโรโซน ทว่าเยอรมนียังคงไม่ยอมรับข้อเสนอให้ยุโรปอัดฉีดเงินเข้ากองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (อีเอฟเอสเอฟ) เพิ่มเติม โดยเยอรมนีมองว่าการแก้วิกฤตหนี้ คือ ประเทศสมาชิกที่ประสบปัญหาหนี้ต้องตัดลดงบประมาณประเทศอย่างถึงที่สุด เพื่อแลกกับการขอตัดลดหนี้
ด้าน จอร์จ โซรอส มหาเศรษฐีและนักลงทุนชื่อดังระดับโลก กล่าวเตือนเยอรมนีที่พยายามเป็นตัวตั้งตัวตีแก้ปัญหาหนี้ แทนที่จะเป็นหน้าที่ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ด้วยการพยายามออกกฎให้ประเทศสมาชิกใช้มาตรการรัดเข็มขัดที่เข้มงวดนั้น นอกจากจะส่งผลให้เกิดความตึงเครียดทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง ยังอาจก่อให้เกิดการโคจรของภาวะหนี้เงินฝืด ซึ่งอาจกลายเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายสหภาพยุโรปได้
ยิ่งไปกว่านั้น พ่อมดทางการเงินโลกยังวิพากษ์วิจารณ์การแก้วิกฤตหนี้ยุโรปของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด โดยเฉพาะมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว (แอลทีอาร์โอ) ที่อีซีบีเสนอเมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว
โซรอส กล่าวว่า แม้ว่ามาตรการแอลทีอาร์โอจะสามารถช่วยแก้ปัญหาด้านสภาพคล่องให้กับธนาคารของยุโรปได้ แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาการเสียเปรียบด้านการเงินของประเทศในกลุ่มยูโรโซนที่กำลังประสบหนี้สาธารณะได้เลย เนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่มีความเสี่ยงสูงจะเป็นอันตรายต่อเงินทุนสำรองของธนาคาร ดังนั้นมาตรการดังกล่าวซึ่งแก้ปัญหาได้เพียงครึ่งเดียวนี้ จึงไม่เพียงพอที่จะช่วยกอบกู้วิกฤตหนี้ยุโรปได้
นอกจากนี้ วิธีการแก้ปัญหาหนี้ดังกล่าวยังส่งผลให้ประเทศสมาชิกในกลุ่มยูโรโซนเกือบครึ่งอาจต้องถูกลดฐานะลงเหลือเท่าประเทศโลกที่สาม ที่ต้องชำระหนี้เป็นสกุลเงินต่างประเทศ
โซรอส กล่าวอีกว่า หนึ่งในทางออกของวิกฤตหนี้ในครั้งนี้ คือ การเปิดทางให้อิตาลีและสเปนปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะด้วยการออกพันธบัตรรัฐบาลที่มีอัตราผลตอบแทน 1% พร้อมกับแนะให้อียู ไอเอ็มเอฟ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องร่วมกันออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่มาใช้ ควบคู่กับการคุมเข้มวินัยทางการเงิน
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ ซึ่งมีกำหนดขึ้นกล่าวในการประชุมในวันที่สอง กล่าวโจมตียุโรปว่า ล้มเหลวที่จะแก้ปัญหาวิกฤตหนี้ในภูมิภาคด้วยความเด็ดขาด และไร้ศักยภาพในการแข่งขัน
คาเมรอน ยังกล่าวอีกว่า การเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีธุรกรรมทางการเงินของฝรั่งเศสและเยอรมนีนั้น เป็นเรื่องที่ไร้สาระอย่างมาก โดยคาเมรอนมองว่า การจัดเก็บภาษีดังกล่าวอาจทำให้อียูต้องสูญเสียผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) มากถึง 2 แสนล้านยูโร สูญเสียตลาดการค้ามากถึง 90% และอาจทำให้ประชาชนต้องตกงานถึง 5 แสนตำแหน่ง







