
วิกฤตหนี้กัดกร่อนฐานราก พ่อแม่กรีซแห่ทิ้งลูก
พิษวิกฤตหนี้ยุโรปถูกพูดถึงกันเป็นวงกว้างมานานถึง 2 ปีแล้ว ตั้งแต่กรีซประเดิมกู้เงินก้อนแรก 1.1 แสนล้านยูโร
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
พิษวิกฤตหนี้ยุโรปถูกพูดถึงกันเป็นวงกว้างมานานถึง 2 ปีแล้ว ตั้งแต่กรีซประเดิมกู้เงินก้อนแรก 1.1 แสนล้านยูโร มาจนถึงวันนี้ที่ 9 ประเทศยุโรปถูกหั่นอันดับเครดิตลงเป็นขบวน ทำให้ทั่วโลกได้รับรู้ว่าปัญหานี้เป็นปัจจัยเสี่ยงระดับโลกที่ต้องจับตา เศรษฐกิจยุโรปอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยประชาชนเสี่ยงตกงานมากขึ้น
แต่โลกอาจยังไม่รู้ว่าปัญหาใหญ่หลวงนี้ กำลังกัดกร่อนสภาพสังคมของชาวยุโรปมากกว่าที่คิด
ไม่เพียงแต่คนตกงาน เด็กจบใหม่หางานทำไม่ได้ ประชาชนถูกลดสวัสดิการจากมาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาลเท่านั้น แต่วิกฤตการณ์เศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดของกรีซกำลังทำให้มี “เด็กถูกทิ้ง” อย่างน่าสลดใจ
บีบีซีรายงานว่า ครอบครัวชาวกรีซหลายครอบครัวตกอยู่ในสภาพสิ้นหวังจากพิษเศรษฐกิจ ทำให้พวกเขาไม่เหลือสิ่งมีค่าใดๆ ในบ้าน ไม่เว้นแม้แต่ลูกๆ
เช้าวันหนึ่งก่อนคริสต์มาสเพียงไม่กี่สัปดาห์ ครูโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งในกรุงเอเธนส์ ได้พบจดหมายในตัวลูกศิษย์วัย 4 ขวบ พร้อมข้อความที่ชวนให้สะเทือนใจ
“วันนี้ฉันคงไปรับแอนนาไม่ได้ เพราะฉันไม่สามารถดูแลเธอได้อีกแล้ว ได้โปรดช่วยดูแลเด็กคนนี้ให้ด้วย ฉันเสียใจ” ข้อความในจดหมายระบุ
บาทหลวงอันโตนิออส นักบวชนิกายออร์ทอดอกซ์ ซึ่งดูแลศูนย์ช่วยเหลือคนยากจน กล่าวว่า ในช่วง 2 เดือนมานี้พบเด็กถูกทิ้งไว้อยู่หน้าประตูของศูนย์แล้วถึง 4 คน โดยมีอยู่ 1 คน ที่เป็นเด็กอ่อนเพิ่งคลอดได้ไม่กี่วัน
ขณะที่ศูนย์ช่วยเหลืออีกแห่งหนึ่ง ก็ได้รับแจ้งให้รุดไปช่วยเหลือทารกฝาแฝดคู่หนึ่งที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลจากอาการขาดสารอาหาร เนื่องจากแม่ของเด็กแทบไม่มีจะกินและไม่มีน้ำนมจะเลี้ยงลูก
กรณีดังกล่าวกำลังสร้างความสะเทือนใจไปทั่วกรีซ ที่ได้ชื่อว่าเป็นชาติยุโรปที่มีลักษณะความสัมพันธ์ในครอบครัวเหนียวแน่น การทอดทิ้งลูกแม้จะเป็นเพราะความจำเป็นนั้น เป็นสิ่งที่สังคมไม่อาจยอมรับได้ พวกเขารู้สึกว่าเป็นเหมือนเรื่องราวของประเทศโลกที่สาม มากกว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในประเทศของตัวเอง
เด็กรายหนึ่งที่บาทหลวงอันโตนิออสรับมาอุปการะมีชื่อว่า นาตาชา หนูน้อยวัยเพียง 2 ขวบ ที่แม่พามาฝากให้เลี้ยงดูเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน โดยให้เหตุผลว่าถูกเลิกจ้างต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน และต้องการความช่วยเหลือ แต่ยังไม่ทันที่เจ้าหน้าที่จะมาให้คำปรึกษา แม่ของนาตาชาก็หนีออกไปแล้วโดยทิ้งลูกสาวเอาไว้
“ตลอดปีที่แล้วเราเจอเคสพ่อแม่นับร้อยคู่ที่ต้องการทิ้งเด็กไว้กับเรา พวกเขารู้จักเรา จึงเชื่อมั่นว่าเราจะดูแลลูกของพวกเขาได้ พวกเขาบอกว่าไม่มีเงิน บ้าน หรืออาหารให้ลูกๆ จึงหวังว่าเราน่าจะเป็นที่พึ่งได้บ้าง” บาทหลวงอันโตนิออส กล่าวกับบีบีซีถึงเหตุที่เกิดขึ้น ซึ่งแม้เรื่องทำนองนี้จะมีมาตั้งแต่ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่มากเช่นทุกวันนี้
ด้านมาเรียหญิงรายหนึ่งซึ่งต้องทอดทิ้งลูกสาววัย 8 ขวบเช่นกัน เปิดเผยว่า เธอเป็นแม่เลี้ยงลูกเพียงลำพัง ตกงาน และยังหางานไม่ได้มานานกว่า 1 ปีแล้ว แม้จะพยายามหาทุกวันบางครั้งต้องทิ้งลูกให้อยู่คนเดียวหลายชั่วโมง สองแม่ลูกพอมีกินประทังชีวิตด้วยอาหารจากโบสถ์ ซึ่งทำให้มาเรียน้ำหนักลดลงไปถึง 25 กก.
“ฉันนั่งร้องไห้คนเดียวทุกคืน แต่จะให้ฉันทำอย่างไร ฉันเจ็บที่ต้องทิ้งลูก แต่ฉันก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ตัวฉันเองอดทนได้ แต่ทำไมลูกต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้กับฉันด้วย” มาเรีย กล่าว โดยสุดท้ายแล้วเธอเลือกที่จะฝาก อนาสเตเชีย ไว้กับมูลนิธิเด็กเอสโอเอส ชิลเดรน วิลเลจ
มาเรียได้งานทำในที่สุดที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง โดยได้ค่าจ้างวันละ 20 ยูโรเท่านั้น เธอได้เจอลูกเดือนละครั้ง และหวังว่าจะได้รับลูกกลับไปอยู่ด้วยเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น
สเตอร์จิออส ซิฟนิออส ผู้อำนวยการฝ่ายงานเพื่อสังคมของศูนย์เอสโอเอส กล่าวว่า ทางมูลนิธิไม่คุ้นกับการต้องรับเด็กจากครอบครัวที่มีปัญหาการเงิน และไม่ต้องการให้เกิดขึ้นด้วย
“มาเรียกับอนาสเตเชียเป็นแม่ลูกที่ใกล้ชิดกันมาก พูดได้เลยว่าคุณไม่เห็นว่าทั้งคู่มีปัญหาอะไร แล้วทำไมเด็กถึงต้องไม่ได้อยู่กับแม่ อย่างไรเสียก็เป็นเรื่องที่เธอลำบากใจเช่นกันหากจะรับลูกกลับไปอยู่ด้วย เพราะไม่มั่นใจว่าในภาวะแบบนี้ พรุ่งนี้จะยังมีงานทำอยู่หรือเปล่า” ซิฟนิออส กล่าว
ที่ผ่านมาการรับอุปการะเด็กของมูลนิธิเอสโอเอส มักเป็นกรณีที่ครอบครัวมีปัญหาความรุนแรง หรือเกี่ยวข้องกับเหล้าและยาเสพติด แต่ปัญหาของครอบครัวส่วนใหญ่ในปัจจุบันกลับเป็นความยากจน
ขณะที่มูลนิธิสไมล์ ออฟ อะ ไชลด์ ก็กำลังเผชิญกับสถานการณ์เดียวกันจากพิษเศรษฐกิจ
“เมื่อใดก็ตามที่มีพ่อแม่นำเด็กมาทิ้งไว้ เด็กจะรู้สึกว่าโลกทั้งหมดรอบตัวของเขากำลังสั่นสะเทือนไปด้วย การถูกทิ้งให้ต้องพรากจากครอบครัวถือเป็นความรุนแรงอย่างหนึ่ง เพราะเด็กๆ จะไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่า ทำไมพ่อแม่ต้องทิ้งพวกเขา” สเตฟานอส อัลเลวิซอส หัวหน้านักจิตวิทยาของมูลนิธิ กล่าว







