
ความเป็นอยู่ที่แตกต่าง
ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เสิ่นเจิ้น กวางเจา หนิงปัว ฯลฯ ล้วนเป็นเมืองที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง
ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เสิ่นเจิ้น กวางเจา หนิงปัว ฯลฯ ล้วนเป็นเมืองที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง
และมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว เทียบเคียงได้กับเมืองใหญ่แห่งอื่นของโลก จึงไม่แปลกที่ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองเหล่านี้จะเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก สาธารณูปโภค สถานบันเทิงที่สร้างรอยยิ้มและความสุข และอื่นๆ อีกมากมาย คนจำนวนมากจึงมองว่าเมืองเหล่านี้เป็นสวรรค์บนดิน และพยายามดิ้นรนอย่างเต็มที่ในการเข้ามาทำงานและจับจองที่พักอาศัย
เราจะสังเกตเห็นว่าการจัดอันดับเศรษฐีที่ร่ำรวยติดอันดับโลกในหลายปีมานี้ มักมีชื่อของผู้บริหารธุรกิจขนาดใหญ่หลายแห่งของจีนติดอยู่ในรายชื่อเสมอ และก็เป็นนักธุรกิจที่มีอายุน้อยไฟแรงเป็นส่วนมาก แน่นอนว่าเศรษฐีใหม่กลุ่มนี้ย่อมถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของชนในชาติ ที่วันนี้สามารถก้าวขึ้นมีบทบาทในเวทีโลกเฉกเช่นนักธุรกิจชาติอื่นๆ เช่นกัน
ในทางกลับกัน หากเราเอ่ยถึงเมืองที่มีชื่อไม่คุ้นหูอย่างเมืองติ้งซี และเมืองฮุ่ยหนิง ในมณฑลกานซู ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นมณฑลทุรกันดารและประชากรมีความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้นของประเทศ กลับไม่มีใครให้ความสนใจเท่าใดนัก เพราะไม่ได้เป็นเมืองที่มีความโดดเด่นทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไร เพราะเป็นที่ทราบกันว่าเมืองติ้งซีประสบกับภาวะขาดน้ำเป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้ว ถึงกับเคยมีสื่อต่างประเทศลงตีพิมพ์ในบทความว่า ในดินแดนแห่งนี้ “น้ำเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำเสียอีก” ขนาดแค่ปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตยังขาดแคลน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องปากท้อง
ขณะที่เมืองฮุ่ยหนิงถือเป็นแหล่งรวมจอหงวนของจีน เคยมีการเปรียบเปรยว่า ทุกๆ 10 คนที่อาศัยอยู่ในย่านจงกวานชุน ซึ่งเป็นย่านไอทีของปักกิ่ง จะเป็นชาวฮุ่ยหนิง 1 คน หลายคนต่างฉงนกับคำพูดประโยคนี้ และไม่รู้ว่ามีที่มาที่ไปจากไหน ที่จริงแล้วสิ่งที่ต้องการสื่อก็คือ ชาวฮุ่ยหนิงยากจนมาก ชีวิตความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นบีบบังคับให้พวกเขายอมทิ้งภูมิลำเนามาแสวงหาโอกาสยังเมืองหลวง
ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในเมืองอาจไม่เคยรับรู้ความจริงเหล่านี้เลย เพราะคิดว่าสิ่งที่บอกเล่ากันมาเป็นเพียงการสร้างเรื่องให้เกิดความตลกขบขัน หรือสร้างความรู้สึกน่าสงสารกับชีวิตน้อยๆ เหล่านี้ ขณะที่ผู้มีอันจะกินในสังคมกำลังจับจ่ายใช้สอยกันอย่างสบายอารมณ์อยู่นั้น ชาวนาจำนวนไม่น้อยกำลังปฏิบัติภารกิจหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ทำไร่ไถนาด้วยความยากลำบาก และยังคงใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้น ช่างเป็นภาพที่ต่างกันราวฟ้ากับดินมาก
หากมีโอกาสเดินทางไปยังหมู่บ้านตามชนบท หรือชมสารคดีความเป็นอยู่ของชาวนาที่อาศัยอยู่ในภูมิประเทศที่แวดล้อมไปด้วยป่าเขาลำเนาไพรแล้วละก็ จะรู้สึกว่าการดิ้นรนและไขว่คว้าหาสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ชีวิตของคนในเมือง ช่างมีความยากลำบากน้อยกว่าการดำรงตนให้อยู่รอดภายใต้สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของชาวชนบทมากเสียเหลือเกิน
ชาวนาที่ยากจนโดยมากมักอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกและดำรงชีวิต ขาดทรัพยากรทางธรรมชาติ ระบบนิเวศน์ถูกทำลายอย่างรุนแรง โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตภูเขา เขตทะเลทราย เขตที่มีโรคติดต่อชุกชุม เขตที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติบ่อยครั้ง ภูมิประเทศที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ส่วนมากจะตั้งอยู่ในดินแดนภาคตะวันตกของประเทศ แม้จะมีการเอื้อประโยชน์ต่อคนกลุ่มนี้ด้วยนโยบายช่วยเหลือและสนับสนุนด้านต่างๆ แก่ผู้คนที่ต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศในการดำเนินชีวิต แต่ก็เป็นการช่วยเหลือเพียงผิวเผิน และไม่ได้ขจัดปัญหาความยากจนให้ลดน้อยลงแต่อย่างใด
หลายคนมองว่า หากต้องการขจัดปัญหาความยากจนให้ลดลงและหมดไป ภารกิจแรกที่ต้องทำคือ การให้การศึกษา เพื่อให้คนเหล่านี้สามารถยืนหยัดอยู่บนความรู้ความสามารถที่ตนได้ร่ำเรียนมา และนั่นก็เป็นที่มาของการรณรงค์การศึกษาภาคบังคับให้ทั่วถึงในเกือบทุกท้องที่ของประเทศ
พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของดินแดนที่ประชากรยากจนในประเทศจีนชี้ให้เห็นว่า หากพวกเขาไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว ความยากจนก็ยังคอยรุมเร้าพวกเขาอยู่วันยังค่ำ คนที่อาศัยอยู่ในสภาพเหล่านี้ล้วนมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะหลุดพ้นจากสภาวะดังกล่าวทั้งสิ้น เพียงแต่ขาดการชี้นำไปในทางที่ถูกต้อง
ลองจินตภาพถึงประเทศผ่านการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลา 30 ปี แต่กลับมีคนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่มีรายได้แซงหน้าเศรษฐีชาวตะวันตก คนเหล่านี้ต่างคลุกคลีอยู่ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ผู้บริหารระดับสูงของธุรกิจที่รัฐผูกขาด หรือเจ้าของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ฯลฯ ขณะที่รายได้ของคนกลุ่มใหญ่ของประเทศกลับไม่ได้สูงขึ้นตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจของประเทศ ความกดดันในการดำรงชีวิตอันเป็นผลจากเงินเฟ้อและข้าวของราคาสูง ยิ่งทำให้พวกเขาดำรงชีวิตอยู่อย่างลำบาก แล้วจะไม่ให้เกิดปัญหาสังคมได้อย่างไรกัน
ตัวเลขไม่เป็นทางการแสดงให้เห็นว่า มีชาวจีนเกือบ 100 ล้านคนที่ถูกสังคมลืม คนกลุ่มนี้ไม่มีงาน ไม่มีรายได้ ไม่มีสวัสดิการทางสังคม ขณะที่คนเกือบ 200 ล้านคน จัดว่ามีความเป็นอยู่ดีกว่าคนกลุ่มแรกที่ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อ แต่ก็ไม่มีเงินเก็บและทรัพย์สมบัติใดๆ และยังมีคนเกือบ 200 ล้านคนที่จัดอยู่ในประเภทมีกินมีใช้ สามารถยังชีพได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสังคม แต่ก็จัดอยู่ในกลุ่มที่ขาดกำลังซื้อ หากเราพิจารณากลุ่มคนรวยและคนจนจากรูปทรงพีระมิดจะพบว่า ยอดพีระมิดที่เป็นส่วนของผู้มีอันจะกินในสังคมจีนคิดเป็นร้อยละ 2 ของประชากรทั้งประเทศเท่านั้น พวกเขาครอบครองทรัพย์สมบัติมากกว่าเศรษฐีเก่าและใหม่ในยุโรปและเอเชียที่เคยสร้างสถิติโลกมาแล้ว
ที่น่าสังเกตคือ ชาวจีนที่เหลืออีกหลายร้อยล้านคนจัดอยู่ในประเภทก้ำกึ่ง เพราะมองจากภายนอกแล้วถือว่าเป็นผู้ที่มีกินมีใช้ไม่ขัดสน แต่วันหนึ่งวันใดหากเกิดล้มป่วยหรือประสบภัยพิบัติ รวมไปถึงราคาอสังหาริมทรัพย์ถีบตัวสูงขึ้น คนกลุ่มนี้ก็จะเข้าข่ายผู้ยากไร้อย่างฉิวเฉียด
ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในสังคมนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังจากภาครัฐและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จะเห็นว่าภัยสังคมเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายปีที่ผ่านมานี้ และดูเหมือนว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัญหาดังกล่าว
แน่นอนว่า หากสังคมจีนยังคงเต็มไปด้วยความไม่เท่าเทียมในด้านชีวิตความเป็นอยู่เช่นนี้ต่อไป ความวุ่นวายนานัปการจะเกิดตามมาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อภัยทางสังคมไม่มีทีท่าว่าจะลดลง อำนาจรัฐที่ว่าเด็ดขาด ก็อาจยับยั้งปัญหาเหล่านี้ไม่ได้
แล้วจะมีประโยชน์อะไรหากมีเงินใช้ไม่ขาดมือ แต่ต้องตกอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง!







