
2012 เปลี่ยนโลก จับตาพญาอินทรีย์-มังกรจีนผลัดแผ่นดิน
2012 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์สำคัญ ที่คนทั้งโลกต่างกำลังเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อและจับตามองอย่างใกล้ชิด
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
2012 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์สำคัญ ที่คนทั้งโลกต่างกำลังเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อและจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยจะเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำของสองมหาอำนาจของโลกยุคใหม่อย่างสหรัฐและจีนในช่วงปลายปี ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ภายในทั้งสองประเทศ ทว่ายังหมายถึงแรงกระเพื่อมระลอกใหญ่ที่ประชาคมโลกจะรับรู้ได้อย่างทั่วถึงเลยทีเดียว เพราะสหรัฐและจีนคือประเทศที่มีอิทธิพลและบทบาทมากที่สุดในเวทีโลก มีจำนวนประชากรมากที่สุด ขึ้นชื่อว่ามีแสนยานุภาพทางทหารที่ดีที่สุด และที่สำคัญคือ เป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งและสองของโลก ตามลำดับ
เกือบทุกชาติทั่วโลกล้วนแต่มีสหรัฐและจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ โดยสหรัฐมีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศมากที่สุด คิดเป็นมูลค่า 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามมาด้วยจีนที่ 2,900 ล้านเหรียญสหรัฐ
ดังนั้น ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจลูกใหญ่ที่กำลังถาโถมโลกอย่างหนักนั้น การเปลี่ยนแปลงนโยบายใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายด้านเศรษฐกิจและการค้าของสองมหาอำนาจ ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จนอาจเรียกได้ว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีเศรษฐกิจโลกเป็นเดิมพันเลยทีเดียว
แม้เส้นทางสู่การเลือกตั้งสหรัฐและกระบวนการเปลี่ยนถ่ายอำนาจในจีนยังคงอีกยาวไกล แต่ขณะนี้ทั้งสองประเทศก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวต่างๆ ให้ได้เห็นบ้างแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐ ที่ผู้สมัครของพรรครีพับลิกันต่างกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อที่จะได้เป็นตัวแทนพรรคไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไป โดยไฮไลต์นั้นอยู่ที่การโต้วาทีประชันวิสัยทัศน์ของผู้สมัครทั้ง 7 คน ซึ่งเข้มข้นมากจนเบียดแย่งเรตติ้งรายการโทรทัศน์ชื่อดังหลายรายการที่ออกอากาศในช่วงเวลาเดียวกัน
เพราะนอกจากเป็นเวทีในการแสดงจุดยืนและวิสัยทัศน์ต่อนโยบายต่างๆ ของประเทศแล้ว ผู้สมัครยังถือโอกาสรุมโจมตีประธานาธิบดี บารัก โอบามา และผลงานตลอดช่วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมาอีกด้วย
สำหรับดาวเด่นของรีพับลิกันในขณะนี้ก็คงหนีไม่พ้น มิตต์ รอมนีย์ อดีตผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ และนักธุรกิจวัย 64 ปี ซึ่งหลายฝ่ายมองว่ามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะต่อกรกับโอบามาได้ โดยรอมนีย์เป็นผู้สมัครที่ชาวอเมริกันคุ้นหน้าคุ้นตาดี เนื่องจากเจ้าตัวเคยลงชิงชัยตัวแทนพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปี 4 ปีก่อน
มาในครั้งนี้นักวิเคราะห์ต่างมองว่า รอมนีย์ทำการบ้านมาอย่างดีเพื่อพร้อมกรำศึกหนัก โดยสามารถเดินเกมรุกได้อย่างชาญฉลาด ด้วยการชูความสำเร็จด้านธุรกิจเป็นจุดเด่น ซึ่งเจ้าตัวลั่นว่าจะใช้ความสามารถและจุดเด่นนี้ผลักดันให้สหรัฐกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง และพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำ
ทว่า แม้จะถูกมองว่าเป็นตัวเก็งพรรค แต่ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ก็มีผู้สมัครอีกรายที่เริ่มโดดเด่นเฉิดฉาย ทำคะแนนแซงหน้ารอมนีย์อย่างพลิกความคาดหมาย
นิวต์ กิงริช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร วัย 68 ปี คือ ผู้สมัครที่มีคะแนนนิยมสูงสุดช่วงเดือน ธ.ค. โดยอดีตอาจารย์ประวัติศาสตร์รายนี้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจน ด้วยการชูนโยบายสนับสนุนสงครามต่อต้านการก่อการร้ายและยาเสพติด ขณะเดียวกันยังสนับสนุนมาตรการตัดลดภาษีเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างหนัก
ด้วยประสบการณ์ด้านการเมืองอันล้นหลาม ประกอบกับการเป็นนักการเมืองฝีปากกล้า ที่มักพูดจาโผงผาง กิงริชจึงสามารถเรียกคะแนนเสียงจากชายชาวอเมริกันและผู้สูงอายุได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ พรรครีพับลิกันยังมีผู้สมัครอีกหลายรายที่น่าจับตามองอย่าง รอน พอล สส.รัฐเทกซัส ริก เพอร์รี ผู้ว่าการรัฐเทกซัส วัย 61 ปี และมิเชล บักแมนน์ สส.จากรัฐมินนิโซตา และเป็นผู้สมัครสตรีเพียงหนึ่งเดียวของพรรคในขณะนี้
ในส่วนของพรรคเดโมแครต แม้ยังไม่ได้มีการประกาศตัวแทนพรรคอย่างเป็นทางการ แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ก็มองว่า ประธานาธิบดีโอบามาไม่น่าจะหลุดโผตัวแทนพรรคชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 อย่างแน่นอน
ขณะเดียวกันด้านมหาอำนาจแห่งซีกโลกตะวันออกอย่างจีน ทุกสายตากำลังจับจ้อง สีจิ้นผิง รองประธานาธิบดี วัย 58 ปี ผู้ที่ถูกวางตัวให้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศต่อจากประธานาธิบดี หูจิ่นเทา ช่วงปลายปี 2555
สปอตไลต์ดวงใหญ่เริ่มสาดส่องมาที่สีจิ้นผิงทันทีที่เจ้าตัวถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “รองประธานคณะกรรมการกลางกิจการทหาร” ในที่ประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เมื่อปี 2553 เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้กุมอำนาจทางการทหารจีน คือ ผู้ที่กุมอำนาจการเมืองอย่างแท้จริง
สีจิ้นผิงนับว่าเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ล้นหลาม จนได้รับความไว้วางใจจากประธานาธิบดี หูจิ่นเทา และพรรคคอมมิวนิสต์จีน โดยจบการศึกษาด้านสังคมศาสตร์ วิชาทฤษฎีการเมืองและแนวคิดของลัทธิมาร์กซ์ จากมหาวิทยาลัยซิงหวา ของจีน เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลฝูเจี้ยน ก่อนจะเติบใหญ่เมื่อถูกแต่งตั้งให้เป็น 1 ใน 9 ผู้นำสูงสุดในคณะกรมการเมืองถาวรแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของประเทศ
แม้จีนในยุคของสีจิ้นผิงอาจไม่ได้แตกต่างอะไรมากไปจากยุคของหูจิ่นเทา เพราะต้องอย่าลืมว่า การเปลี่ยนผู้นำจีนนั้นไม่ได้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งเหมือนสหรัฐ แต่เป็น “การสืบทอดตำแหน่งผู้นำ” ภายในพรรค ดังนั้นนโยบายหลักของประเทศอาจจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก
ทว่า นักวิเคราะห์มองว่า ข้อแตกต่างสำคัญระหว่างสีจิ้นผิงกับหูจิ่นเทา คือ สีจิ้นผิงมีความสนิทสนมและได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนมากกว่าหูจิ่นเทา ซึ่งอาจช่วยให้เจ้าตัวสามารถดำเนินนโยบายหรือโครงการใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งหนังสือพิมพ์โยมิอุริ ชิมบุน ของญี่ปุ่น ยังเผยอีกว่า สีจิ้นผิงเป็นนักการเมืองที่มีแนวคิดเชิงอนุรักษนิยม ซึ่งหากก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำแล้วก็มีโอกาสสูงที่จะผลักดันนโยบายที่มุ่งปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นสูงในสังคมจีน
ขณะเดียวกันด้วยลักษณะนิสัยของสีจิ้นผิงที่เป็นคนที่ตรงไปตรงมาและกล้าแสดงออก ก็อาจทำให้ท่าทีของจีนในเวทีโลกนั้นดุดันมากขึ้นอีกด้วย
ทั้งนี้ ไม่ว่าผลการเลือกตั้งสหรัฐจะออกมาเป็นเช่นใด และทายาทแดนมังกรจะเป็นดังที่ชาวจีนและผู้คนทั่วโลกต่างคาดหวังไว้หรือไม่ เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้นำมหาอำนาจของโลกจะสามารถนำพานานาประเทศฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ได้หรือไม่
มีเศรษฐกิจโลกเป็นเดิมพันทั้งที เชื่อว่าต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ที่ประชาคมโลกต้องไม่พลาดอย่างแน่นอน







