
โสมแดงเปลี่ยนถ่ายอำนาจ กระบวนการปลดอาวุธชะงัก
ทั่วโลกตามติดอนาคตนิวเคลียร์โสมแดงหลังสิ้นยุค คิมจองอิล ผู้นำอันเป็นที่รัก
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ทั่วโลกตามติดอนาคตนิวเคลียร์โสมแดงหลังสิ้นยุค คิมจองอิล ผู้นำอันเป็นที่รัก หลายฝ่ายคาดการณ์ เจรจาโครงการยุติอาวุธนิวเคลียร์อาจชะงักไม่มีกำหนด
ข่าวการถึงแก่อสัญกรรมของคิมจองอิล ผู้นำสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) ส่งผลให้บรรดาผู้นำทั่วโลก โดยเฉพาะ 3 ประเทศพันธมิตรที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการเจรจาการปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่าง สหรัฐ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพิ่มระดับการเฝ้าระวังเกาหลีเหนืออย่างใกล้ชิดอีกครั้ง
สาเหตุก็เนื่องมาจากการที่หลายฝ่ายเชื่อว่า รอยต่อของการสืบทอดอำนาจของทายาททางการเมืองรุ่นที่ 3 ของตระกูลคิมอย่าง คิมจองอึน คือช่วงเวลาอันตรายที่สุด
เพราะบุตรชายคนเล็ก ซึ่งเป็นผู้นำใหม่แกะกล่องในวัยราว 28 ปี ที่ไม่มีประสบการณ์ด้านการบริหารประเทศ หรือมีอิทธิพลทางกองทัพใดๆ คงไม่เลือกเสี่ยงที่จะแสดงภาพความอ่อนแอใดๆ ให้เห็น ในขณะที่ตนเองต้องขึ้นเป็นผู้นำรวมประเทศให้เป็นหนึ่ง
เท่ากับว่า ผู้สืบทอดอย่างคิมจองอึนมีแนวโน้มที่จะแสดงความเด็ดขาดของการเป็นผู้นำเพื่อเรียกความเชื่อถือ ที่แน่นอนว่าอาจจะเป็นการกระทำที่ยั่วยุจนสั่นคลอนเสถียรภาพบนคาบสมุทรเกาหลี เช่น การโจมตีเกาหลีใต้ หรือการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์
สำนักข่าวเกาหลีใต้ ยอนฮับ รายงานว่า เกาหลีเหนือได้ทำการทดลองยิงขีปนาวุธเมื่อวันจันทร์ที่19 ธ.ค. ในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่ชั่วโมงภายหลังการประกาศข่าวการถึงแก่อสัญกรรมของคิมจองอิล โดยเจ้าหน้าที่ทหาร 3 นายของเกาหลีใต้ ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมตามปกติ ไม่เกี่ยวกับการถึงแก่อสัญกรรมของผู้นำประเทศ
ขณะที่ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวการโจมตีที่เชื่อกันว่าเกี่ยวข้องกับการแสดงอำนาจของคิมจองอึน แม้จะไม่มีการยืนยันใดๆ แต่หลายฝ่ายเชื่อกันว่า เหตุจมเรือรบของเกาหลีใต้ การยิงปืนใหญ่บริเวณเกาะติดพรมแดนของสองประเทศ และการโจมตีหลายๆ ระลอกที่ส่งผลให้ประชาชนราว 50 คนต้องจบชีวิต ล้วนเกี่ยวข้องกับคิมจองอึน ที่ส่งผลสะเทือนต่อการเกิดสงครามในคาบสมุทรเกาหลีอีกระลอก
คิมจองอึนได้รับการจับตามองจากทั่วโลกเป็นครั้งแรกในช่วงเดือน ก.ย. 2553 ในทันทีที่คิมจองอิลเลื่อนขั้นให้คิมจองอึนติดยศในตำแหน่งสูงๆ ภายในคณะกรรมการป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลในการปกครองเกาหลีเหนือ พร้อมติดยศพลเอก 4 ดาว ซึ่งเป็นยศสูงทางทหารให้คิมจองอึน
เรียกได้ว่า เป็นการสร้างอำนาจทางการเมืองและการทหารที่เสริมปราการให้กับคิมจองอึน ในการที่จะเผชิญหน้ากับการท้าทายใดๆ ทั้งจากภายในและภายนอก
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์โดยรวมของเกาหลีเหนือภายใต้ผู้นำรุ่นที่ 3 ในขณะนี้ แตกต่างจากในอดีตที่ผ่านมา
เพราะสภาพสังคมที่เสื่อมถอยอย่างหนักอันเป็นผลมาจากการปิดประเทศและคุมเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ได้ส่งผลให้ประชาชนในประเทศต้องเผชิญกับภาวะอดอยาก
ทั้งนี้ แม้จะมีความร่วมมือแลกเปลี่ยนทางการค้ากับประเทศจีนเพิ่มมากขึ้น แต่อนาคตของเกาหลีเหนือก็ยังคงคลุมเครือไม่แน่ชัด
ขณะที่ทาง วิกเตอร์ ชา อดีตผู้อำนวยการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหรัฐ ด้านกิจการเอเชีย ระบุว่า สิ่งที่หลายฝ่ายมองเห็นก็คือ การล่มสลายของเกาหลีเหนือที่จะเกิดขึ้นหลังการถึงแก่อสัญกรรมของคิมจองอิล
“พวกเรากำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่คาดการณ์กันไว้อยู่” ชา กล่าว
ความเห็นของชาสอดคล้องกับท่าทีของทำเนียบขาวที่ออกมาระบุว่า กำลังจับตามองสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี พร้อมๆ กับการติดต่อพันธมิตรในคาบสมุทรอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้อย่างใกล้ชิด
“เรายังคงยืนยันที่จะรักษาเสถียรภาพบนคาบสมุทรเกาหลี รวมถึงเสรีภาพและความมั่นคงของพันธมิตรของเรา” แถลงการณ์ของทำเนียบขาวระบุ
รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ค่อนข้างระมัดระวังท่าทีในการติดต่อสัมพันธ์กับประเทศเกาหลีเหนือในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่เกาหลีเหนือตัดสินใจถอนตัวออกจากเวทีการเจรจาปลดอาวุธ 6 ฝ่ายเมื่อปี 2552 โดยภายหลังการถอนตัวเพียงไม่นาน เกาหลีเหนือก็เปิดฉากทดสอบอาวุธนิวเคลียร์รอบสองทันที จากที่เคยทดสอบครั้งแรกไว้แล้วเมื่อปี 2549
ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์หลายฝ่ายมองว่า การทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือครั้งล่าสุดเมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่าโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือมีความก้าวหน้ามากกว่าแต่ก่อนเพียงใด
นอกจากนี้ ท่าทีของเกาหลีเหนือที่มุ่งมั่นกับโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เห็นได้จากการเปิดตัวโรงงานแร่ยูเรเนียมที่สามารถนำมาสร้างระเบิดปรมาณู ได้ตอกย้ำให้โลกรับรู้ว่า เกาหลีเหนือยังไม่มีความคิดที่จะเลิกล้มถอดใจกับนิวเคลียร์
อย่างไรก็ตาม การเจรจาปลดอาวุธนิวเคลียร์เริ่มมีแนวโน้มเป็นไปในทางทิศทางที่ดีขึ้น เมื่อเดือน ก.ค. 2554 เกาหลีเหนือเริ่มมีการพูดคุยเจรจาโดยตรงกับสหรัฐอีกครั้ง
การกระทำดังกล่าวเสมือนบทโหมโรงที่ทำให้สหรัฐเริ่มมีความหวังที่จะฟื้นเวทีการเจรจา 6 ฝ่าย ซึ่งประกอบด้วย จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย เกาหลีใต้ เกาหลีเหนือ และสหรัฐขึ้นมาอีกครั้ง
แม้ว่าจะไม่สามารถตกลงให้เกาหลีตัดใจจากโครงการอาวุธนิวเคลียร์ แต่สหรัฐก็หวังอาศัยการเจรจาเป็นตัวชะลอกระบวนการพัฒนาที่เกิดขึ้น ตลอดจนเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะที่อาจก่อความตึงเครียดใดๆ บนคาบสมุทรเกาหลี
เรียกได้ว่า ในช่วง 5 เดือนของปี 2554 ที่ผ่านมา กระบวนการเจรจาปลดอาวุธนิวเคลียร์กับเกาหลีเหนือมีความคืบหน้า แม้จะเป็นไปอย่างช้าๆ เห็นได้จากที่มีการเจรจาพูดคุยสองรอบในเรื่องส่งทีมเข้าไปเกาหลีเหนือเพื่อตรวจสอบ โดยมีแนวโน้มว่าจะมีการเจรจารอบที่สามในเร็ววันนี้
ขณะเดียวกันความคืบหน้าของการเจรจา ก็นำมาซึ่งท่าทีที่ผ่อนคลายมากขึ้นของรัฐบาลสหรัฐที่มีต่อเกาหลีเหนือ เพราะสหรัฐเริ่มมีการหารือเรื่องการส่งอาหารเข้าช่วยเหลือตามที่เกาหลีเหนือร้องขอเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ สหรัฐได้มีการเจรจาต่อประเด็นความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมกับเจ้าหน้าที่ของเกาหลีเหนือในระหว่างการพบปะกันที่กรุงปักกิ่ง เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
แม้สหรัฐจะปฏิเสธว่าไม่มีการพูดคุยในเรื่องดังกล่าว แต่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า การเสนอความช่วยเหลือในเรื่องอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเกาหลีเหนือ เป็นของหวานชั้นดีที่จะเชื้อเชิญให้เกาหลีเหนือยอมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง
และอาจมีความคืบหน้าที่นำไปสู่การที่เกาหลีเหนือยอมรามือหรือชะลอการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงการยอมให้บุคคลภายนอกเข้าไปตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ
ทว่า ความคืบหน้าทั้งหมดที่เกิดขึ้น ซึ่งล้วนเป็นความหวังของสหรัฐ ล้วนหยุดชะงักทันทีที่คิมจองอิลถึงแก่อสัญกรรม
เนื่องจากไม่ว่าใครต่างมองเห็นแค่ว่า เกาหลีเหนือในขณะนี้ยังไม่พร้อม เพราะอยู่ในช่วงการไว้อาลัย พร้อมๆ กับความวุ่นวายจากการขาดเสถียรภาพที่กำลังก่อตัวขึ้นเงียบๆ







