posttoday
เบื้องหลังของคราบน้ำตาโสมแดง ต้องร้อง เพื่อความอยู่รอด

เบื้องหลังของคราบน้ำตาโสมแดง ต้องร้อง เพื่อความอยู่รอด

25 ธันวาคม 2554

นับเป็นภาพที่น่าตกตะลึงสำหรับชาวโลกกับการไว้อาลัยให้ คิมจองอิล ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

นับเป็นภาพที่น่าตกตะลึงสำหรับชาวโลกกับการไว้อาลัยให้ คิมจองอิล ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ ซึ่งจากไปอย่างไม่มีวันกลับ เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา เพราะภาพเหล่านั้นนำมาซึ่งความกังขาว่าน้ำตาที่ไหลอย่างไม่ขาดสายคือความรู้สึกจริงแท้ หรือเป็นเพียงภาพโฆษณาชวนเชื่อกันแน่

ตลอดนับตั้งแต่คิมจองอิลลาโลกไปได้เกือบ 1 สัปดาห์นั้น บรรดาสื่อกระบอกเสียงของเกาหลีเหนือต่างแพร่ภาพแห่งความรักอาลัยที่มีต่อผู้นำ โดยฝูงชนเกาหลีเหนือหลั่งไหลไปเคารพศพอดีตผู้นำอันเป็นที่รักอย่างล้นหลาม ต่างคร่ำครวญและแสดงความโศกเศร้าอาลัยราวกับว่ากำลังขาดใจตาย หญิงชราผู้หนึ่งถึงกับทรุดตัวลงพื้นพร้อมร้องถามว่า “ท่านจากเราไปได้อย่างไรกัน”

พนักงานซูเปอร์มาร์เก็ตเกาะบันไดเลื่อนร่ำไห้ไม่หยุด เพราะท่านคิมจองอิลเคยมาใช้เคยมาสัมผัสบันไดเลื่อนที่นี่

เบื้องหลังของคราบน้ำตาโสมแดง ต้องร้อง เพื่อความอยู่รอด

นักแสดงโรงละครพร้อมใจกันห้องไห้สะอื้นไม่หยุดเมื่อได้ยินข่าวการเสียชีวิตของท่านผู้นำ

ภาพแห่งความโศกเศร้าอาลัยเหล่านี้ช่างสวนทางกับภาพการเฉลิมฉลองอย่างคึกคะนองของชาวเกาหลีเหนือจำนวนมากที่ลี้ภัยมาอยู่เกาหลีใต้ โดยต่างโห่ร้องยินดีและเลี้ยงฉลองกันอย่างสนุกสนาน ทันทีที่ทราบข่าวว่า คิมจองอิล ผู้ซึ่งในสายตาของพวกเขาคือ “ฆาตกรแห่งศตวรรษ” ได้สิ้นลมหายใจแล้ว

“จะไม่ให้ดีใจได้อย่างไร ในเมื่อพวกเราถูกคิมจองอิลกดขี่มาโดยตลอด” ปาร์กซังฮัก ผู้นำกลุ่มต่อสู้เพื่อปลดปล่อยเกาหลีเหนือ กล่าว โดยเจ้าตัวนั้นเคยตกเป็นเป้าหมายของการถูกลอบสังหารภายหลังไปแจกจ่ายใบปลิวต่อต้านรัฐบาลเกาหลีเหนือบริเวณชายแดนระหว่างทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ ด้วยความที่เกาหลีเหนือเป็นประเทศปิด น้อยคนนักจะทราบถึงชีวิตความเป็นอยู่อันลำบากแสนสาหัสของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นและแห้งแล้ง ประกอบกับการทุจริตของรัฐบาลที่มักกักตุนอาหารช่วยเหลือจากนานาชาติเอาไว้เลี้ยงแต่กองทัพ ได้ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนักจนประชาชนนับแสนต้องล้มตาย

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชาวโสมแดงพยายามหลบหนีออกนอกประเทศ โดยรายงานของกระทรวงการรวมชาติของเกาหลีใต้ระบุว่า ในแต่ละปีมีชาวเกาหลีเหนือลี้ภัยมาเกาหลีใต้ราว 2,800 คน

และหนึ่งในนั้นก็คือ คิมซุนยอง หญิงเกาหลีเหนือวัย 78 ปี ผู้ซึ่งหนีความโหดร้ายของบ้านเกิดเมืองนอนข้ามประเทศมายังเกาหลีใต้เมื่อ 10 ปีก่อน

คิมซุนยอง เล่าว่า อยู่ๆ วันหนึ่ง เธอและครอบครัวก็ถูกจับเข้าค่ายกักกันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย โดยพวกเขาต้องอยู่อย่างทนทุกข์ทรมานนานถึง 10 ปี โดยไม่ได้รับแม้แต่คำอธิบายใดๆ เลย ซึ่งแม้ในที่สุดคิมซุนยองจะได้รับการปล่อยตัว แต่เจ้าตัวก็ต้องสูญเสียพ่อแม่ สามี และลูกชาย ที่ไม่สามารถทนความโหดร้ายของค่ายกักกันได้จนต้องจบชีวิตอย่างน่าอนาถ

หลังจากได้รับอิสระไม่นาน เจ้าตัวก็ต้องช็อกแทบหมดสติ เมื่อได้ทราบข้อกล่าวหาที่นำไปสู่การจับกุมในวันนั้น

เบื้องหลังของคราบน้ำตาโสมแดง ต้องร้อง เพื่อความอยู่รอด

“ในอดีตคิมจองอิลเคยคบหากับหญิงหม้ายผู้หนึ่ง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ผิดร้ายแรงมาก ดังนั้น เพื่อเป็นการ สร้างภาพลักษณ์ให้กับหญิงสาวคนนั้นใหม่ ทางการจึงต้อง จับกุมทุกคนที่เคยรู้จักกับหญิงคนนั้น” คิมซุนยองกล่าว โดยเพียงแค่เป็นเพื่อนร่วมชั้นมัธยมอย่างคิมซุนยองก็เข้าข่ายว่า “เป็นภัยคุกคาม” ต่อผู้นำคิมจองอิลเสียแล้ว

เพราะต้องไม่ลืมว่าเกาหลีเหนือขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุดในโลก โดยมักจะมีรายงานออกมาอย่างต่อเนื่องถึงการทรมาน การประหารชีวิต การใช้แรงงานเยี่ยงทาส การฆ่าเด็กทารก และการจับคนบริสุทธิ์โดยไม่มีการไต่สวนเป็นประจำ

คิมซังชุล ผู้ลี้ภัยอีกรายกล่าวว่า ในเกาหลีเหนือใครก็ตามที่ไม่แสดงความจงรักภักดีต่อผู้นำ เป็นบุคคลที่น่าสงสัยหรือพยายามหลบหนีออกนอกประเทศ ก็จะถูกส่งเข้าค่ายกักกันหรือที่เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ “ค่ายนรก” สถานที่ทรมานนักโทษ และยังเป็นแหล่งผลิตแรงงานชั้นดี โดยมีการใช้งานผู้ถูกคุมขังหนักมากจนส่วนใหญ่ต้องมาพบจุดจบที่ค่ายแห่งนี้

ค่ายนรกจึงเปรียบเสมือนเครื่องมือที่รัฐบาลใช้ในการสร้างความหวาดกลัวจนประชาชนไม่กล้าลุกฮือ

ทั้งนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าหากต้องดำรงชีวิตอย่างยากลำบากและถูกกดขี่มาโดยตลอดแล้ว เพราะเหตุใดชาวเกาหลีเหนือถึงได้พร้อมใจกันร่ำไห้หลั่งน้ำตาอย่างเศร้าสลดกับการเสียชีวิตของคิมจองอิล

ผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งซึ่งไม่เปิดเผยนามชี้ว่า น้ำตาชาวเกาหลีเหนือที่หลั่งให้คิมจองอิล ส่วนน้อยจริงๆ ที่เป็น “น้ำตาแท้” ซึ่งกลุ่มนี้มักเป็นกลุ่มชนชั้นสูงซึ่งครอบครัวได้รับผลประโยชน์จากรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีกลุ่มในสังคมที่เคารพและยกย่องคิมจองอิลราวกับเป็นเทพเจ้า

“ตั้งแต่ลืมตาดูโลก ชาวเกาหลีเหนือถูกล้างสมองให้เชื่อว่า ผู้นำของพวกเขาคือผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ เก่งกาจชาญฉลาดดุจเทพ รายการโทรทัศน์ส่วนใหญ่ก็จะเป็นรายการปลูกฝังความรักชาติและสรรเสริญผู้นำ” ผู้เชี่ยวชาญกล่าว

เบื้องหลังของคราบน้ำตาโสมแดง ต้องร้อง เพื่อความอยู่รอด

ทว่า การล้างสมองก็ไม่ได้ผลเสมอไป โดยมีชาวโสมแดงจำนวนมากในสังคมที่รู้สึกโกรธแค้นและอัดอั้นตันใจกับสภาพชีวิตที่ลำบากยากเข็ญ ขณะเดียวกัน ยังต้องตกเป็นเหยื่อของการถูกกดขี่จากภาครัฐ แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะแสดงออกถึงความรู้สึกที่แท้จริง เพราะต่างหวาดกลัวกับผลกระทบที่อาจตามมา

ดังนั้น ทันทีที่ผู้นำสิ้นลมหายใจ กลุ่มคนเหล่านี้จึงต้องเสแสร้งความรู้สึกเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย โดยศาสตราจารย์คิมยังซู จากมหาวิทยาลัยโซกังของเกาหลีใต้ กล่าวว่า

“การเคารพศพคิมจองอิลเปรียบเสมือนบททดสอบความจงรักภักดี” โดยประชาชนได้รับคำสั่งให้ไปเคารพศพผู้นำวันละ 3 ครั้ง ซึ่งแตกต่างจากสมัยที่อดีตประธานาธิบดีคิมอิลซุง บิดาของคิมจองอิล ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อปี 2537 ที่มีการแจ้งให้ประชาชนไปเคารพศพเพียงวันละ 1 ครั้ง”

สะท้อนให้เห็นว่า ความจงรักภักดีของชาวเกาหลีเหนือที่มีต่อผู้นำเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ ทุกที

“ชาวเกาหลีเหนือทุกคนทราบดีว่า จำเป็นต้องแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งเมื่อผู้นำตาย เพื่อป้องกันไม่ให้ใครตั้งคำถามเกี่ยวกับความจงรักภักดี” ศาสตราจารย์คิมยังซูกล่าว โดยย้ำว่า ยิ่งเล่นละครแสดงอาการเศร้าได้สมจริงเท่าใด ก็ยิ่งเป็นประโยชน์กับตนเองเท่านั้น เพราะทุกคนทราบดีว่า มีผู้เฝ้าจับตาดูพฤติกรรมตลอดทุกวินาที

แต่กระนั้น แอนโทนี แดเนียลส์ นักจิตวิทยาและนักเขียนชาวอังกฤษผู้ซึ่งเคยเดินทางเยือนเกาหลีเหนือกลับมองว่า ไม่มีใครสามารถรับรู้ข้อเท็จจริงเบื้องหลังน้ำตาของชาวโสมแดงได้ เพราะกำแพงทางวัฒนธรรมอันหนาทึบที่กั้นขวางระหว่างโลกภายนอกกับเกาหลีเหนือ

“เป็นเรื่องยากที่จะรู้ความจริง และเราคงไม่มีทางที่จะรู้ได้ว่าความเป็นจริงเป็นอย่างไร” แดเนียลส์ กล่าว

ตราบใดที่เราๆ ไม่ใช่คนเกาหลีเหนือ ตราบนั้นก็ไม่มีวันรับรู้ถึงความรู้สึกที่แท้จริงของพวกเขา...

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท