
อีซีบีสู้วิกฤตหนี้ยุโรปปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำวงเงินทุบสถิติ
สถานการณ์เด่นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาก็คงจะหนีไม่พ้นข่าวความเคลื่อนไหวของวิกฤติหนี้ยุโรปที่ส่อแววว่าจะยิ่งย่ำแย่
สถานการณ์เด่นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาก็คงจะหนีไม่พ้นข่าวความเคลื่อนไหวของวิกฤติหนี้ยุโรปที่ส่อแววว่าจะยิ่งย่ำแย่
ลงทุกขณะหลังจากที่ผลการหารือของรัฐมนตรีคลังยุโรปเพื่อระดมทุนสมทบเข้าไอเอ็มเอฟนั้น ทำได้ต่ำกว่าเป้าที่วางไว้ที่ 2 แสนล้านยูโร โดยระดมทุนได้เพียง 1.5 แสนล้านยูโรเท่านั้น เนื่องจากอังกฤษปฏิเสธที่จะช่วยสมทบในครั้งนี้ ทำให้ไอเอ็มเอฟมี ทุนไม่เพียงพอที่จะให้ความช่วยเหลือกลุ่มประเทศยูโรโซนหากวิกฤตหนี้ลามหนักเข้าสู่ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่านี้ในอนาคต
แต่แล้วต่อมาหลังจากนั้นไม่กี่วันก็มีพระเอกขี่ม้าขาวอย่าง ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เข้ามาช่วยฉุดรั้งสถานการณ์ที่ดูเหมือนว่ากำลังเข้าสู่ภาวะย่ำแย่ให้กลับมามีความหวังอีกครั้งด้วยการประกาศปล่อยกู้เป็นจำนวนเงินมากถึง 4.59 แสนล้านยูโร (ราว 18.36 ล้านล้านบาท)ให้แก่บรรดาธนาคารพาณิชย์ทั่วยุโรป โดยมีระยะการกู้ยืมนานถึง 3 ปี ซึ่งถือเป็นการปล่อยกู้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 3 แสนล้านยูโร
สำหรับมาตรการของอีซีบีที่ได้ประกาศออกมาในครั้งนี้นั้น หลายฝ่ายมองว่าจะช่วยบรรเทาความรุนแรงของวิกฤติเศรษฐกิจยุโรปมากขึ้น เพราะนอกจากจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในสภาพคล่องของภาคธนาคารพาณิชย์ให้เพิ่มขึ้นแล้ว ก็ยังจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล อิตาลี และ สเปนมากขึ้น ซึ่งเป็นสองชาติรายใหญ่ของยุโรปที่ถูกจับตามองว่าอาจจะต้องเจอกับวิกฤตหนี้เป็นรายต่อไป อีกทั้งมาตรการดังกล่าวก็จะช่วยสยบความวิตกกังวลของตลาดทุนและคลายภาวะตึงเครียดให้กับค่าเงินยูโรให้ลดลงได้ด้วย
ทั้งนี้ การปล่อยกู้ของอีซีบีก็ได้มีธนาคารพาณิชย์จำนวนมากถึง 523 แห่ง มาขอยื่นกู้เงินจากอีซีบีในครั้งนี้ ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินยูโรแข็งค่ามากที่สุดในรอบสัปดาห์เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ต่างชาติส่วนหนึ่งก็ยังมองว่า ความเคลื่อนไหวของอีซีบีในครั้งนี้ ดูจะยังไม่ได้ช่วยกู้สถานะของยูโรโซน ได้มากเท่าไหร่นัก เนื่องจากธนาคารพาณิชย์หลายแห่งอาจจะไม่ได้นำเงินที่กู้นั้นไปซื้อพันธบัตรของสเปนและอิตาลีมากตามที่คาดหวังกันเอาไว้ อันเป็นผลมาจากการที่ธนาคารพาณิชย์ทั่วยุโรปต่างก็วิตกกับความเสี่ยงต่อพันธบัตรของชาติยุโรปที่มีปัญหาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นการเข้าไปซื้อพันธบัตรจากสเปนและอิตาลีจะยิ่งถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในสินทรัพย์ของตัวเองมากขึ้นไปอีก
นอกจากนี้ แม้ว่าอีซีบีจะยอมทุ่มสุดตัวด้วยการปล่อยกู้แบบที่ทำอยู่ แต่ทว่านักลงทุนกลับมองว่า นี่ไม่ใช่สิ่งที่นักลงทุนต้องการเห็นนัก แต่สิ่งที่เหล่านักลงทุนต้องการเห็นก็คือ การที่อีซีบีเข้าไปรับซื้อสินทรัพย์ที่มีปัญหาของภาครัฐ ดังเช่นมาตรการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ใช้มาตลอด อีกทั้งยังแสดงความเป็นห่วงอีกว่า การออกมาตรการลด แลก แจก แถมจากอีซีบีหนนี้ จะยิ่งส่งผลให้ภาคธนาคารกลางยุโรปเคยชินกับพฤติกรรมการรอรับความช่วยเหลือจากทางการมากขึ้น ดังนั้นมาตรการดังกล่าวของอีซีบี สุดท้ายก็เป็นเพียงมาตรการที่ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในภาคการเงินของยุโรปและเงินยูโรในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น
โลกจับตาตาโสมแดงหลังสิ้น ‘คิมจองอิล’
ส่วนอีกหนึ่งข่าวที่นับได้ว่าสร้างความตื่นตะลึงไปทั่วทั้งโลกไม่น้อยนั่นคือข่าวการถึงแก่อสัญกรรมของประธานาธิบดี คิมจองอิล ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ที่ปกครองประเทศมาอย่างยาวนานร่วม 17 ปี ได้ถึงแก่อสัญกรรมลงด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจวายเฉียบพลัน ระหว่างที่กำลังเดินทางไปปฏิบัติภารกิจลงพื้นที่ภายในประเทศทำให้ทั่วโลกต้องหันมาจับตามองสถานการณ์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในเกาหลีเหนืออย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ หลายฝ่ายกังวลว่า อาจเกิดปัญหาการสืบทอดอำนาจหลังจากนี้ เพราะคิมจองอุน ผู้เป็นบุตรชายคนสุดท้องของคิมจองอิล และได้รับการวางตัวไว้ให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำประเทศ ตั้งแต่ครั้งคิมจองอิลยังมีชีวิตอยู่นั้น ดูจะยังไม่มีความสามารถและบารมีมากเหมือนผู้เป็นบิดาที่จะขึ้นมาปกครองประเทศ แถมยังไม่เคยแสดงผลงานออกมาให้เห็นเป็นที่ประจักษ์เลย
หากเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นจริง ก็อาจส่งผลให้เกิดการแย่งชิงอำนาจจากผู้นำกองทัพอื่นๆ และอาจส่งผลต่อความวุ่นวายบนคาบสมุทรเกาหลีตามมาโดยเห็นได้จากความตื่นตัวของประเทศเพื่อนบ้านที่รายล้อมเกาหลีเหนือ อย่างเกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น หรือแม้แต่สหรัฐ ก็ต้องเรียกประชุมด้านความมั่นคงร่วมกันทันที ภายหลังจากทราบข่าวการเสียชีวิต ซึ่งจุดประสงค์ก็เพื่อเตรียมพร้อมรับกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในทุกรูปแบบ เท่านั้นยังไม่พอ ความกังวลต่อเสถียรภาพในคาบสมุทรเกาหลี ก็ได้ทำให้ตลาดหุ้นหลักๆ ทั่วโลกตกลงเป็นจำนวนมาก
แต่ภายหลังจากเหตุการณ์ได้ผ่านไปราว 23 วัน ก็ปรากฏว่าไม่มีเหตุการณ์ความวุ่นวายใดๆ เกิดขึ้น หลังจากการเสียชีวิตของคิมจองอิลตามมาอย่างที่หลายฝ่ายกลัวกัน และกระบวนการสืบทอดอำนาจไปสู่ คิมจองอุนนั้นดำเนินไปอย่างราบรื่น ทำให้ทุกฝ่ายคลายความกังวลและตลาดหุ้นทั่วโลกก็เริ่มฟื้นความมั่นใจมากขึ้น







