
โตกียว เทรนดี้ ปี3 ตอนที่ 9
อิ่มอร่อยกับราเมนอิตาเลียนกันแล้ว ไปเดินเล่นกันต่อครับ
อิ่มอร่อยกับราเมนอิตาเลียนกันแล้ว ไปเดินเล่นกันต่อครับ
ย้อนกลับมาตั้งต้นกันที่หน้าสถานีรถไฟคิชิโจ ด้านทางออกฝั่งทิศเหนือ (Kitaguchi) หันหน้าออกถนนเฮอิวะ ฝั่งตรงข้ามคือ Harmonica Yokocho แหล่งกินดื่มของย่านนี้ จากตำแหน่งนี้ถ้าเดินไปทางซ้ายก็จะเจอห้าง Parco อยู่ทางด้านขวามือ ลำพังห้าง Parco คงจะธรรมดาสามัญไปแล้วสำหรับชาวเทรนดี้ทั้งหลาย แต่มีอยู่ร้านหนึ่งที่ผมอยากให้เข้าไปแวะชมก็คือร้าน Cath Kidston ร้านขายของน่ารักแนววินเทจจากอังกฤษ ชื่อเดียวกันกับเจ้าของผู้ก่อตั้งแบรนด์และยังเป็นผู้ออกแบบสินค้าและลวดลายเองทั้งหมดอีกด้วย ใครที่เป็นสาวกต้องไม่พลาด ขนาดผมที่ไม่ได้เป็นโดยตรงแต่จำเป็นต้องเข้าไปทุกครั้งที่เจอะเจอ เพราะที่บ้านมีแฟนคุณ Cath อยู่หนึ่งคน คอยอัพเดตสินค้าใหม่อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะตอนโดนน้ำท่วมบ้านถือเป็นโอกาสสะสมคอลเลกชันใหม่ไปทันที
พูดถึงร้าน Cath Kidston แล้วก็อดอิจฉาคนญี่ปุ่นไม่ได้ เพราะอะไรดีๆ งามๆ มักจะไปเปิดตัวกันที่ญี่ปุ่นเสมอ ดูอย่าง Pual Smith ยังข้ามน้ำข้ามทะเลมาปักหลักที่ญี่ปุ่น เปิดทั้งร้านและเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้ารวมๆ กันแล้วมากกว่าในบ้านเกิดที่อังกฤษเสียอีก หรืออย่าง Cath Kidston ที่มีสาขาทั่วโลกรวมกันประมาณกว่า 80 สาขา ปรากฏว่า 1ใน 4 ประมาณ 20 สาขาอยู่ที่ญี่ปุ่น แถมของเก๋ๆ ดีๆ อย่าง Cath’s Cafe แห่งแรกของโลก ก็ยังเลือกที่จะไปโกยเงินคนญี่ปุ่นก่อนคนชาติไหน โชคดีที่ผมมีโอกาสไปโยโกฮามะมาเมื่อปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา จึงมีโอกาสได้แวะไปชมหลังเปิดได้แค่ไม่กี่วัน ทั้งร้านตกแต่งในแนว Cath Kidston ข้าวของเครื่องใช้ก็ด้วย เหมือนให้เราได้มีโอกาสทดลองใช้ของ ของเขาดู เผื่อถูกใจอยากแต่งบ้านหรือเปลี่ยนแนวจะได้ไปเลือกของในร้านที่อยู่ติดกับคาเฟ่ได้เลย นับว่าเป็นกุศโลบายขายของที่แยบยลมาก
ข้าวของในร้าน Cath ต้องบอกว่าถูกใจคนไทยไม่น้อย เพราะมีสินค้าครอบคลุมความต้องการส่วนตัวไปหมด ทั้งหมวดของกระจุกกระจิก หมวดกระเป๋า หมวดเสื้อผ้า หมวดเครื่องครัว และหมวดเครื่องเรือน ระยะหลังผมจะหามาตรวัดความนิยมของคนไทยจากสินค้าลอกเลียนแบบครับ ถ้าสินค้าแบรนด์ไหนมีของปลอมออกมาจำหน่ายเยอะและมีผู้นิยมซื้อมาใช้กันมาก ก็หมายถึงสินค้าแบรนด์นั้นแบบนั้นกำลังอยู่ในกระแสนิยม เช่น เสื้อยืด Comme des Garcon รุ่น Play รองเท้า Onitsuka Tiger รุ่น Maxico 66 กระเป๋า ISEEY MIYAKE PLEATS PLEASE รุ่น BILBAU รวมทั้งกระเป๋าถือ (Carry Bag) และปลอกโทรศัพท์ไอโฟนของ Cath Kidston ที่ตอนนี้ (ของปลอม) กำลังเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นบ้านเรา แต่คุณภาพของแท้ย่อมต้องแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ผมเดินเล่นในร้านแค่ 20 นาที ยังรู้สึกว่าอยากได้ไปหมดทุกอย่าง นี่ขนาดเป็นผู้ชายนะครับ ถ้าเป็นคุณสุภาพสตรีโดยเฉพาะสาวๆ มีหวังเสียเงินกันไม่น้อย สุดท้ายผมก็ได้ถ้วยกาแฟมา 2 ใบ กับจานชามชุดใหญ่อีกหนึ่งชุด ไม่รู้ว่าเป็นทุกขลาภหรือไม่เพราะต้องประคบประหงมไม่ให้แตก กลับมาถึงเมืองไทยดันไม่อยากใช้เพราะเสียดาย ตอนนี้ยังนอนเรียงกันอยู่ในตู้เก็บของ แม้แต่ห่อยังไม่ได้แกะออกเลยครับ
ออกจาก Cath Kidston แล้วเดินมาจนสุดห้าง Parco ก็จะเป็นสี่แยกมีถนนใหญ่ชื่อ Tokyu Odori ตัดกับถนนเฮอิวะและถนนนาคะมิชิ (Nakamichidori) ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เสน่ห์อันดับหนึ่งของย่านคิชิโจจิในใจผมก็คือถนนเส้นนี้แหละครับ ถ้าเปรียบเทียบกันก็คล้ายๆ กับชิโมะคิตะซาวะฝั่งเหนือที่ผมรู้สึกว่าเป็นจุดปะทะกันของสองวัฒนธรรม แต่สำหรับถนนนาคะมิชินี้มันลึกล้ำกว่าครับ มันเป็นถนนที่ผสานวัฒนธรรมบ้านๆ เดิมๆ และวัฒนธรรมใหม่ๆ ได้อย่างกลมกลืน ถ้าใช้สำนวนจีนก็เรียกว่า เหมือนภูษิตฟ้าไร้ตะเข็บ ยังไงยังงั้น ตลอดถนนเส้นนี้มีความยาวประมาณ 500 เมตร เห็นจะได้ เป็น 500 เมตร ที่เดินไม่เบื่อ เพราะร้านรวงบนถนนหลักก็น่าสนใจ ในตรอกซอกซอยก็แอบมีร้านเล็กร้านน้อยเปิดอยู่ ถ้าไม่มีเวลาซอกแซกสัก 23 ชั่วโมงไม่มีทางพอแน่ๆ ผมเองก็เคยประเมินต่ำไปเหมือนกัน ตั้งใจว่า 2 ชั่วโมงนี่เหลือๆ แต่ที่ไหนได้ มันเก็บไม่หมดจริงๆ ต้องย้อนกลับอีกวันถึงจะเก็บครบ นี่ถ้ามีโอกาสก็อยากไปอีก เพราะเบื่อพวกย่านกระแสหลักอย่างชินจูกุ ชิบุยะ กินซ่า มาเดินย่านบ้านๆ แล้วเพลินดี ดูวิถีชีวิตผู้คนแล้วเพลิดเพลินกว่าดูสินค้าและร้านรวงเยอะ
ถนนนาคะมิชิเป็นถนนเส้นเล็กๆ ประมาณรถมินิวิ่งสวนกับรถมาสด้า 2 ได้พอดีๆ ตลอดสองข้างทางอุดมไปด้วยร้านค้าทั้งแนวดั้งเดิมและแนวใหม่ ไม่มีร้านใหญ่ มีแต่ร้านเล็กเรียงรายไปตลอดถนน โดยมากจะเป็นอาคารเตี้ยๆ 23 ชั้น บางอาคารก็เป็นร้านค้าทั้งหลัง แต่บางอาคารก็จะเป็นร้านค้าแค่ชั้นล่าง ส่วนชั้นบนก็เป็นที่พักอาศัย ส่วนจะมีร้านรวงอะไรน่าสนใจบ้าง สัปดาห์หน้าผมจะพาไปดูกันครับ







