
หาตลาดใหม่ ทางรอดที่ เอชีย ต้องเลือก
ในขณะที่บรรดาผู้นำยุโรปกำลังหาหนทางกันอย่างปวดเศียรเวียนเกล้า เพื่ออุ้ม “เงินยูโร”
ในขณะที่บรรดาผู้นำยุโรปกำลังหาหนทางกันอย่างปวดเศียรเวียนเกล้า เพื่ออุ้ม “เงินยูโร”
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ในขณะที่บรรดาผู้นำยุโรปกำลังหาหนทางกันอย่างปวดเศียรเวียนเกล้า เพื่ออุ้ม “เงินยูโร” ให้มีชีวิตต่อไปให้ได้นั้น บรรดาบริษัทเอกชนในเอเชียก็เริ่มไหวตัว และเริ่มเสาะหาตลาดส่งออกใหม่ๆ ที่จะมาแทนที่ตลาดยุโรป และอเมริกาที่กำลังฟุบตัวอย่างหนักในขณะนี้กันแล้ว
ที่ผ่านมานักวิเคราะห์ต่างแนะนำว่า การค้าที่ขยายตัวกันมากขึ้นระหว่างกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่นั้นจะเป็นภูมิคุ้มกันชั้นยอดให้กับเศรษฐกิจเอเชีย ช่วยป้องกันมรสุมเศรษฐกิจจากในโลกตะวันตกได้ ซึ่งดูเหมือนว่าแนวโน้มที่กลุ่มยูโรโซน 17 ชาติ จะถึงคราว “แตก” นั้นมีมากขึ้นทุกที
ทั้งนี้ ชาติเอเชียส่วนใหญ่ยังมีระดับทุนสำรองระหว่างประเทศที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง หนี้ต่ำ และกฎเกณฑ์ทางการเงินที่เข้มงวด ตลอดจนระบบธรรมาธิบาลของเอกชนที่ดีขึ้นนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจต้มย้ำกุ้งในช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา แต่ทว่าตลอดที่ผ่านมาเช่นกัน เอเชียก็ยังคงต้องพึ่งพาการส่งออกไปยังยุโรปและสหรัฐอยู่เช่นกัน
สิดดิกร์ ราห์มัน รักษาการประธานสมาพันธ์ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสิ่งทอของบังกลาเทศ ยอมรับว่า ยอดใบสั่งผลิตจากกรีซ อิตาลี โปรตุเกส และสเปน ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตหนี้ได้ตกลงอย่างฮวบฮาบแล้ว และกำลังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอในบังกลาเทศ
“มีหลายกรณีที่ผู้ซื้อได้ชะลอการสั่งซื้ออกไป หรือขอเลื่อนการจ่ายเงิน หรือยกเลิกไปเลยก็มี และอีกหลายกรณีที่ลดการสั่งซื้อไปราว 510%”
ทั้งนี้ เอเชียเริ่มรู้สึกถึงกระแสลมต้านจากวิกฤตหนี้ของกลุ่มยูโรโซนมากขึ้น อย่างที่บรรดาผู้นำรัฐบาลจีนประเทศมหาอำนาจที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลักเริ่มไหวตัวแล้วว่า การค้าขายกันเองระหว่างตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่นั้นจะเป็นวิธีที่ช่วยลดผลกระทบจากภาวะซบเซาในยุโรปและอเมริกาได้เป็นอย่างดี
“ปีหน้าผมคิดว่าเราควรจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาใหญ่ในภาคการส่งออกและนำเข้าแน่นอน อย่างไรก็ตาม กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่กำลังมีผลงานทางเศรษฐกิจที่ดีมาก ซึ่งถือว่าสำคัญมากขึ้นสำหรับภาคการส่งออกของจีน” หวังโจวเหวิน ผู้อำนวยการทบวงการค้าต่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์จีน กล่าว
ขณะที่ทางด้านธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ก็ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ยุทธศาสตร์การค้าภายในภูมิภาคและการรวมกลุ่มทางการเงิน ตลอดจนการขยายเครือข่ายภายในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่นั้นจะช่วยให้เอเชียลดความเสี่ยงจากวิกฤตในโลกตะวันตกได้
เซิงเซียงจิน ผู้จัดการบริษัท สิ่งทอเวลเท็กซ์ เฮาส์แวร์ ในเมืองเสิ่นเจิ้นของจีน ยอมรับว่า ใบสั่งผลิตจากยุโรปเริ่มชะลอตัวลงมาตั้งแต่เดือน ต.ค. ทำให้ทางบริษัทต้องเริ่มหาตลาดใหม่
“บริษัทของเราเคยให้บริการตลาดยุโรปเป็นหลัก แต่ในขณะนี้เรากำลังเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไปยังเป้าหมายใหม่ เช่น รัสเซีย หรือบราซิล ซึ่งยอดการสั่งผลิตเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ”
เซิงกล่าวด้วยว่า ปัญหาในยุโรปเริ่มรุนแรงมากขึ้น ลูกค้ายุโรปมากขึ้นที่ขอยกเลิก และเลื่อนการสั่งผลิตเพราะว่าสภาพการเงินของบริษัทเหล่านั้นเริ่มไม่สู้ดีนัก
ทั้งนี้ บรรดาผู้ส่งออกของเอเชียกำลังวิตกกังวลอย่างหนักต่อความต้องการสินค้าในยุโรปที่กำลังตกลงอย่างรวดเร็ว โดยที่ความวิตกกังวลต่ออนาคตของค่าเงิน “ยูโร” นั้นถือเป็นเรื่องรอง เพราะการค้าส่วนใหญ่ใช้เงินสกุลเหรียญสหรัฐ
แต่กระนั้นใช่ว่าเงินยูโรจะไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด ซึ่งถ้าหากในที่สุดแล้วค่าเงินยูโรมีอันต้องล่มไปนั้น แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโลกที่ไม่อาจจะประเมินความเสียหายได้
“นั่นจะทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะวิกฤตและภาวะถดถอยครั้งรุนแรงเหมือนเมื่อครั้งปี 2551-2552” ราจีฟ บิสวาส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของไอเอชเอส โกลบอล อินไซต์ ในสิงคโปร์ให้ความเห็น
“การหั่นมูลค่าสินทรัพย์อย่างมโหฬารในตลาดพันธบัตรของยูโรโซนจะทำให้ธนาคารในยุโรปต่างต้องปรับสมุดบัญชีกันจ้าล่ะหวั่น และจะส่งผลกระทบต่อสภาวะเครดิตในตลาดเครดิตโลกอย่างรุนแรง” ราจีฟ กล่าว
แต่ทว่า สำหรับเอเชียผลกระทบจากการล่มสลายของยูโรนั้นเชื่อว่า อาจจะทำให้เอเชียเซไปบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับล้ม
ดังความเห็นของ เดวิด อาเดลแมน ทูตสหรัฐประจำสิงคโปร์ที่เชื่อว่าเอเชียจะรอด
“สิ่งที่ผมได้ยินจากบรรดานักธุรกิจอเมริกันในสิงคโปร์ก็คือ ยอดขายของพวกเขาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังสดใส แม้ว่าสภาพแวดล้อมในโลกจะไม่ค่อยดีก็ตาม”
“และที่สำคัญเอเชียจะได้รับผลกระทบจากโลกตะวันตกน้อยกว่าใคร แม้ว่าเอเชียจะไม่สามารถตีตัวออกห่างจากอเมริกาและยุโรปได้อย่างเด็ดขาดก็ตาม แต่เอเชียก็จะไม่น่าจะสะเทือนมากนัก” ราวี เมนอน ผู้อำนวยการจัดการของสำนักงานการเงินแห่งสิงคโปร์
“การเติบโตในเอเชียจะเชื่องช้าไปบ้างแต่ไม่ถึงกับชะงัก และตำนานแห่งการเติบโตของเอเชียก็จะไม่เปลี่ยนแปลงแน่นอน”







