
ฝรั่งเศส-เยอรมนีลุยแก้หนี้ ยันต้องได้ข้อสรุปสัปดาห์นี้
ผู้นำฝรั่งเศส-เยอรมนีลั่นได้แผนแก้หนี้สุดสัปดาห์นี้แน่นอน ฟากรัฐมนตรีคลังสหรัฐกดดันยุโรปหาข้อสรุปเด็ดขาด
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ผู้นำฝรั่งเศส-เยอรมนีลั่นได้แผนแก้หนี้สุดสัปดาห์นี้แน่นอน ฟากรัฐมนตรีคลังสหรัฐกดดันยุโรปหาข้อสรุปเด็ดขาด
ฟรองซัวร์ บารอง รัฐมนตรีคลังฝรั่งเศส เปิดเผยเมื่อวานนี้ว่าประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี ของฝรั่งเศส และนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี ยืนกรานที่จะบรรลุข้อสรุปแผนกู้วิกฤตหนี้ยุโรปให้ได้ก่อนเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรปซึ่งจะกินเวลา 2 วัน เริ่มในวันนี้
บารอง กล่าวว่า ทั้งนิโกลาส์ ซาร์โกซี และอังเกลา แมร์เกิล จะไม่ยุติการหารือในการประชุมสุดยอดผู้นำนี้ จนกว่าที่ประชุมจะได้ข้อตกลงแก้หนี้ที่มีความชัดเจน โดยฝรั่งเศสกำลังทำทุกวิถีทางที่จะรักษาระดับความน่าเชื่อถือสูงสุดไว้ให้ได้
ทั้งนี้ ประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี ของฝรั่งเศสและนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี เตรียมเสนอแผนการแก้ไขสนธิสัญญาอียูในการประชุมสุดยอดผู้นำอียูในวันที่ 9 ธ.ค. เพื่อเปิดทางให้มีการเข้าแทรกแซงชาติสมาชิกอียูที่บริหารงานผิดพลาด จนส่งผลให้ต้องขาดดุลงบประมาณเกิน 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยอัตโนมัติเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดและป้องกันไม่ให้วิกฤตหนี้ยุโรปทวีความรุนแรงขึ้นจนไม่สามารถควบคุมได้
นอกจากนั้น ยังได้มีการคาดการณ์ว่า ผู้นำทั้งสองน่าจะตัดสินใจเพิ่มวงเงินการกู้ยืมร่วมกันจากทั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (อีเอฟเอสเอฟ) ซึ่งเป็นกองทุนชั่วคราวสำหรับแก้หนี้ยุโรปและกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (อีเอสเอ็ม) ซึ่งเป็นกองทุนถาวรที่ฝรั่งเศสและเยอรมนีต้องการให้จัดตั้งขึ้นเร็วขึ้นภายปี 2555
ขณะเดียวกัน ทางด้าน ทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ซึ่งเข้าพบหารือกับซาร์โกซีเมื่อวันที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมา ก่อนที่จะเดินทางต่อเพื่อหารือกับนายกรัฐมนตรีมาเรียโน ราจอย ของสเปน กล่าวเรียกร้องให้ยุโรปออกมาตรการที่เด็ดขาดและชัดเจน เพื่อแก้วิกฤตที่ยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น พร้อมกับแสดงความมั่นใจว่าแผนการแก้ไขสนธิสัญญาอียูจะสามารถช่วยกู้วิกฤตหนี้ไปได้ ภายหลังจากสแตน ดาร์ด แอนด์ พัวร์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดังขู่ว่าจะทำ การหั่นอันดับเครดิตของประเทศกลุ่มยูโรโซน 15 แห่งพร้อมกับปรับลดแนวโน้มของกองทุนอีเอฟเอสเอฟเป็นลบอีกด้วย
“โดยส่วนตัวแล้วมีความเชื่อมั่นอย่างมากในสิ่งที่ประธานาธิบดีและรัฐมนตรีของทั้งฝรั่งเศสและเยอรมนีกำลังทำอยู่จะสามารถช่วยสร้างให้ยุโรปมีความแข็งแกร่งขึ้น” ไกธ์เนอร์ กล่าว
นอกจากนี้ ไกธ์เนอร์ ย้ำถึงว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะต้องทำหน้าที่หลักในการแก้ปัญหานี้ด้วย
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ แวน รอมพาย ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเสนอให้ปรับโครงสร้างอีเอสเอ็มให้มีระบบคล้ายกับธนาคาร เพื่อที่จะสามารถขอกู้เงินจากอีซีบีได้ อย่างไรก็ตาม เยอรมนีได้คัดค้านวิธีการดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าอาจเป็นการละเมิดหน้าที่ของอีซีบีเกินไป
นอกจากนี้ สื่อรัฐบาลเยอรมนี เปิดเผยว่า เยอรมนีอาจจะต้องจ่ายในสัดส่วนสูงมากกว่า 2.61 หมื่นล้านยูโร หากผู้นำยุโรปผลักดันการจัดตั้งอีเอสเอ็มให้เกิดขึ้นภายในปี 2555 ได้จริง
ขณะเดียวกัน ทางด้าน มาริโอ ดรากี ประธานอีซีบี ซึ่งได้เข้าหารือกับไกธ์เนอร์เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ที่ผ่านมา กล่าวว่า การมีกฎระเบียบทางการคลังสามารถเปิดทางให้อีซีบีสามารถเข้ามามีส่วนร่วมการแก้วิกฤตหนี้ได้มากกว่านี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ อีซีบียังลังเลที่จะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลจากประเทศที่ประสบวิกฤตหนี้มากขึ้น เนื่องจากต้องการให้รัฐบาลของแต่ละประเทศเร่งแก้วิกฤตหนี้ในประเทศของตนเองอย่างเต็มที่เสียก่อน
นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ว่าในวันที่ 8 ธ.ค. อีซีบีจะประกาศตัดลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกครั้ง และเสนอมาตรการอัดฉีดเงินเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับภาคธนาคาร พร้อมกับข้อเสนออื่นๆ หากรัฐบาลประเทศกลุ่มประเทศยุโรปตกลงที่จะปฏิรูปทางการคลัง







