
พม่าจับตาสัมพันธ์ใหม่มะกัน สร้างความหวังประชาชน
ไม่มีข่าวใดที่จะสร้างปรากฏการณ์ให้คนทั้งประเทศตั้งแต่เจ้าของร้านของชำไปจนถึงแม่ค้าข้างถนน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ไม่มีข่าวใดที่จะสร้างปรากฏการณ์ให้คนทั้งประเทศตั้งแต่เจ้าของร้านของชำไปจนถึงแม่ค้าข้างถนน สนใจติดตามได้เท่ากับการเยือนพม่าในรอบกว่า 50 ปีของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ฮิลลารี คลินตัน อีกแล้ว
เพราะแม้การเยือนครั้งนี้อาจไม่ได้หอบโครงการช่วยเหลือมหาศาลมาให้ ไม่ได้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และไม่สามารถแม้แต่จะรับประกันได้ว่าจะช่วยกดดันให้พม่ามุ่งไปสู่ประชาธิปไตยจริง แต่อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการเยือนที่ทำให้คนพม่า “มีความหวัง”
“เรื่องเศรษฐกิจน่ะ เศรษฐกิจของพม่าแย่มาก ถ้าอเมริกามาช่วยก็จะดีมาก” โซไน เจ้าของร้านของชำเล็กๆ ในย่างกุ้ง กล่าวกับรอยเตอร์สขณะหยิบแชมพูและขนมขบเคี้ยววางบนชั้น
พม่าซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ และเต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่า กลับกลายเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในเอเชียรองจากอัฟกานิสถาน หลังจากที่เกิดการปฏิวัติเมื่อปี 2505 ทำให้พม่ากลายเป็นประเทศที่โดดเดี่ยว ถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากโลกตะวันตก และไม่เคยมีความหวังถึงคำว่าประชาธิปไตย
ทว่ารัฐบาลพลเรือนชุดใหม่จากการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้วได้เสนอการปฏิรูปในด้านต่างๆ และสัญญาว่าจะให้มากขึ้นอีกในขณะที่พยายามจะยุติการโดดเดี่ยว ส่วนบรรดาผู้นำบางคนก็เริ่มรู้สึกถึงการพึ่งพาจีนมากเกินไป
ในการเจรจากับบรรดาผู้นำพม่าที่กรุงเนย์ปิดอว์ ฮิลลารี ได้เสนอที่จะพัฒนาความสัมพันธ์กับพม่าให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น และจะยุติการคว่ำบาตรต่อพม่า หากเห็นถึงการปฏิรูปไปสู่ประชาธิปไตยมากขึ้น
และชาวบ้านที่สนใจการเยือนของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐในครั้งนี้มากที่สุดเมืองหนึ่ง ก็หนีไม่พ้นประชาชนในนครย่างกุ้ง ที่ ฮิลลารี เดินทางมาพบกับ อองซานซูจี ในบ้านพักริมทะเลสาบ และเสนอที่จะช่วยเหลือต่อการเปลี่ยนแปลง
“รัฐบาลยังมีปัญหาอีกเยอะ พวกเราก็เป็นเหมือนนักเรียนประถมในระบอบประชาธิปไตยนั่นล่ะ ราวๆ สัก ป.1 หรือ ป.2 แต่สหรัฐมีปริญญาตรีประชาธิปไตยแล้ว จึงดีมากที่เขามาในครั้งนี้” แม่ค้ารายหนึ่งใกล้กับเจดีย์ชเวดากอง ที่ไม่เปิดเผยนาม กล่าว
แม้การเดินทางเยือนพม่าของ ฮิลลารี จะเป็นเพียงการรายงานข่าวสั้นๆ ตามสื่อของรัฐ ทว่าสำหรับสื่อทั่วประเทศแล้ว นี่คือข่าวใหญ่ที่ถูกพูดถึงกันมากที่สุด
“รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ฮิลลารี คลินตัน คือบุคคลสำคัญที่สุดที่เยือนพม่าในรอบกว่า 50 ปี ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศของชาติที่เป็นประชาธิปไตย และมีสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มเปี่ยม เธอจะทราบได้ว่ายังมีที่ว่างอีกมากสำหรับพัฒนาการในพม่า ในการปฏิรูปไปสู่ประชาธิปไตยนปร
” ชิตหม่อง หัวหน้าบรรณาธิการวารสารนิวส์ วอทช์ ระบุในบทบรรณาธิการ
การรายงานข่าวได้มากขึ้นของสื่อในพม่าคืออีกหนึ่งความคืบหน้าที่รัฐบาลยอมผ่อนคลายความเข้มงวดเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยเป็นหนึ่งในการผ่อนคลายเพื่อปฏิรูปไปสู่ประชาธิปไตย
บรรดาวารสารทั่วพม่าต่างตีพิมพ์เรื่องราวและภาพถ่ายการเยือนของ ฮิลลารี กันอย่างคึกคักทั่วประเทศ บางฉบับถึงกับเพิ่มหน้าออกเป็นสิ่งพิมพ์พิเศษเพื่อดึงดูดผู้อ่าน
ขณะที่กระบอกเสียงของรัฐบาลอย่างหนังสือพิมพ์นิว ไลท์ ออฟ เมียนมาร์ ก็รายงานข่าวที่ ฮิลลารี เข้าพบประธานาธิบดี เต็งเส่ง เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยไม่พลาดที่ระบุย้ำว่า เต็งเส่ง คือผู้ผลักดันการปฏิรูปประชาธิปไตย และระบุว่าอัตราความยากจนในพม่าอยู่ที่เพียง 26% เท่านั้น
แม้หลายฝ่ายจะยังไม่เชื่อมั่นและกังวลว่าพม่าอาจถอยหลังลงคลองในเรื่องการปฏิรูป ทว่าอย่างน้อยที่สุดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ก็ทำให้คนพม่าเริ่มที่จะรู้จักกับสิ่งที่ไม่คุ้นเคยมาก่อนกับคำว่า “ความหวัง”
“ประชาชนที่นี่กำลังมีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาไม่เคยมีมาก่อนในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา สิ่งนั้นก็คือความหวัง” นักการทูตต่างชาติรายหนึ่งกล่าวกับรอยเตอร์ส
อนจ่อว์ วัย 36 ปี อาชีพขับแท็กซี่ในพม่า กล่าวว่า ได้ยินเรื่องการเยือนพม่าของ ฮิลลารี จากข่าวทางวิทยุท้องถิ่นแห่งหนึ่ง และเมื่อถามว่ามีสิ่งใดที่ต้องการสื่อไปถึง ฮิลลารี หรือไม่ จ่อว์ ก็เป็นอีกคนหนึ่งในชาวพม่าหลายต่อหลายคนที่เห็นเหมือนๆ กัน
“ได้โปรดช่วยกดดันรัฐบาลให้ปฏิรูปประชาธิปไตยจริงๆ และโดยเร็ว และโปรดให้ความช่วยเหลือประเทศของเราให้มากกว่านี้ด้วย” คนขับแท็กซี่รายนี้กล่าว







