posttoday
คนหัวอกเดียวกัน

คนหัวอกเดียวกัน

27 พฤศจิกายน 2554

ถ้าหากสรรพสิ่งบนโลกตั้งอยู่ในความพอเหมาะพอเจาะ ก็คงเป็นเรื่องดีสำหรับการดำรงชีวิต

ถ้าหากสรรพสิ่งบนโลกตั้งอยู่ในความพอเหมาะพอเจาะ ก็คงเป็นเรื่องดีสำหรับการดำรงชีวิต

แต่ยามใดที่มนุษย์เราไม่สามารถรักษาความสมดุลไว้ได้ เราก็จะดำรงอยู่ในสังคมอย่างไม่เป็นสุข เฉกเช่นการเกิดอุทกภัยที่กำลังคุกคามสวัสดิภาพชาวบ้านตาดำๆ ไปทั่วทุกมุมโลกในขณะนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าน้ำ ปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตเริ่มมีมากจนต้องไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนและเรือกสวนไร่นาทำลายทรัพย์สินและสร้างความสูญเสียอันใหญ่หลวงให้แก่ผู้ประสบภัย

ภัยที่เกิดจากการมีปริมาณมากเกินความพอดีอย่างอุทกภัยถือเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศจีน จนถึงกับติดอันดับประเทศที่เกิดอุทกภัยมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สร้างความสูญเสียทางการเงินของรัฐบาลจำนวนนับไม่ถ้วนในแต่ละปี ปัจจัยประการหลักของการเกิดอุทกภัยเกิดในดินแดนแห่งนี้ประกอบด้วยที่ตั้ง ภูมิประเทศ และภูมิอากาศที่มีลักษณะเด่นเฉพาะตน รองลงมาก็เป็นผลจากน้ำมือมนุษย์ที่ถือเป็นตัวแปรสำคัญ ด้วยความที่ดินแดนต่างๆ ของประเทศเกิดอุทกภัยและความเสียหายอยู่เป็นประจำ ทำให้ข่าวเกี่ยวกับภัยดังกล่าวกลายเป็นข่าวที่หลายคนรู้สึกคุ้นเคยและมองว่าเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้ เพราะเป็นเรื่องของธรรมชาติ

คนหัวอกเดียวกัน

 

คำโบราณที่มีชื่อเสียงของจีนกล่าวไว้ว่า “หากต้องการปกครองประเทศควรเริ่มจากการดูแลแหล่งน้ำ เพราะการทำเช่นนั้นย่อมหมายถึงการปกครองประเทศ” ที่ผ่านมาบทเรียนจากการเกิดอุทกภัยในแม่น้ำแยงซีเกียงหรือแม่น้ำสายใหญ่ๆ ของจีนสอนให้พวกเขาเรียนรู้ว่า การดูแลแหล่งน้ำให้อยู่ในสภาพที่ดีถือเป็นสาระสำคัญประการหนึ่งของการปกครองอำเภอและมณฑล เพราะการปฏิบัติเช่นนี้ย่อมหมายถึงการป้องกันภัยก่อนเกิดเหตุร้ายแรงที่ส่งผลต่อสภาพบ้านเมือง

เราจะสังเกตเห็นว่า นับแต่ปี ค.ศ. 1998 เป็นต้นมา เมืองใหญ่ๆ ของจีนเพิ่มจำนวนขึ้นจนน่าตกใจ เวลาผ่านไปไม่ถึง 15 ปี ประชากรตามเมืองใหญ่เพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัว สถิติของชาวเมืองเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 45 ของประชากรทั่วประเทศ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าภายในระยะเวลาสิบปี ประชากรกลุ่มนี้จะอยู่ในสัดส่วนมากถึงร้อยละ 55 ของประชากรทั่วประเทศ คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ หากมีการขยายเมืองออกไปเรื่อยๆ เพราะนั่นย่อมหมายถึงการบุกเบิกที่ดินในการสร้างอาคารสูง สร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างรถไฟลอยฟ้า รถไฟใต้ดิน สร้างแหล่งนิคมอุตสาหกรรมและหมู่บ้านจัดสรร สิ่งอำนวยความสะดวกสบายที่มาพร้อมกับการทรุดตัวของพื้นดิน

หลายปีมานี้ เมืองขนาดใหญ่ของจีนอย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางเจา ฯลฯ มักประสบภาวะฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก สร้างความปวดหัวให้แก่ตำรวจจราจรและผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างมาก การรับมือในเรื่องการระบายน้ำและการป้องกันน้ำท่วมในเมืองใหญ่ถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจและถูกผลักดันให้เป็นหัวข้อวิจัยที่สำคัญในลำดับต้นๆ ของผู้บริหารเมืองเหล่านี้

ไม่น่าเชื่อว่าฝนตกครั้งใหญ่ในวันที่ 23 มิ.ย. ที่ผ่านมา จะกลายเป็นเหตุให้ถนนหนทางหลายสายในปักกิ่งถึงกับเป็นอัมพาต อันเป็นผลจากน้ำท่วมขัง งานนี้ทำให้นักระบายน้ำที่ลงไปสำรวจท่อน้ำใต้ดินถึงกับเป็นฮีโร่ในการคลี่คลายภัยจากน้ำที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวปักกิ่งจนถึงกับมีการสัมภาษณ์การทำงานและชีวิตประจำวันของพวกเขาเป็นการใหญ่

การที่ชาวจีนมองว่าเมืองแห่งใดพัฒนาแล้วหรือมีความทันสมัยแล้วด้วยการเอาจำนวนอาคารสูงมาเป็นตัวชี้วัด ถือเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างมหันต์ เพราะนั่นเป็นเพียงปัจจัยภายนอกที่ต้องรวมเข้ากับองค์ประกอบอื่นๆ อีกหลายประการ จึงสามารถนำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสิน ในจำนวนนี้การรับมือหลังเกิดเหตุฝนตกอย่างหนัก ก็เป็นตัวบ่งบอกที่ดีอย่างหนึ่งของการบริหารจัดการเมืองที่สามารถสร้างความเดือดร้อนและสร้างความสุขให้แก่ผู้คนในเมืองใหญ่ได้ทั้งสองทาง

เมื่อเทียบกับมาตรฐานการป้องกันอุทกภัยของประเทศอื่นๆ ในโลกแล้ว ถือว่าการป้องกันภัยตามแม่น้ำและทะเลสาบขนาดใหญ่ของจีนยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ามาตรฐานมาก ที่น่าเป็นห่วงก็คือ เมืองใหญ่ๆ ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเหล่านี้มีประชากรจำนวนมากอาศัยรวมกันอย่างหนาแน่น มีเศรษฐกิจที่เฟื่องฟู และเป็นแหล่งอุตสาหกรรมที่สำคัญ หากเกิดอุทกภัยอย่างฉับพลัน ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็คงมากเหลือคณานับ วิธีการป้องกันน้ำแบบเดิมๆ ด้วยการอาศัยเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่เคยสร้างไว้ คงช่วยอะไรไม่ได้มากในกรณีที่น้ำมาแรงเกินต้านทาน ภาครัฐและภาคเอกชนจำเป็นต้องระดมสมองในการหาแนวทางป้องกันอุทกภัยอย่างจริงจัง

พื้นที่ประสบอุทกภัยที่เป็นที่ราบลุ่มของจีนมีสัดส่วนร้อยละ 11.2 ของประเทศ โดยมากจะกระจายอยู่ตรงช่วงบริเวณตอนกลางและตอนปลายของน้ำตามแม่น้ำขนาดใหญ่ทั้ง 7 สายของจีน เมืองเหล่านี้มักเป็นแหล่งทำนามากถึง 1 ใน 3 ของประเทศ มีประชากรอาศัยคิดเป็นร้อยละ 66 ของประเทศ และมีผลผลิตมวลรวมมากถึงร้อยละ 80 ลองคิดดูว่าตัวเลขที่หยิบยกมาทั้งหมดนี้ หากไม่มีการป้องกันภัยธรรมชาติที่มาเยือนทุกปี จะสร้างความสูญเสียให้แก่ประเทศชาติมากมายเพียงใด

คนหัวอกเดียวกัน

 

เมืองขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่เจริญแล้วของจีนส่วนมากตั้งอยู่ริมฝั่งทะเล ซึ่งมักถูกอุทกภัยคุกคามอยู่เป็นประจำ ในบรรดาเมืองกว่า 600 แห่งทั่วประเทศ มีการวางมาตรการในการรับมือกับอุทกภัยมากถึงร้อยละ 90 แต่ด้วยความเจริญทางเศรษฐกิจของจีนอย่างรวดเร็วในหลายสิบปีที่ผ่านมานี้ ส่งผลให้การขยายขอบเขตโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ กลายเป็นบ่อเกิดอย่างหนึ่งของการเกิดอุทกภัย ซึ่งมีทีท่าว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

คงเป็นเรื่องไม่ดีแน่ หากวันหนึ่งเมืองใหญ่ที่ผู้คนอยู่กันอย่างแออัด และต้องพึ่งสาธารณูปโภคด้านน้ำ ไฟฟ้า การคมนาคม เป็นต้น ประสบอุทกภัยขั้นรุนแรง ถึงกับมีการคาดการณ์ไว้ว่า เมืองที่ตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งทะเลซึ่งโดยมักมีเศรษฐกิจเฟื่องฟู จะเกิดความสูญเสียสูงกว่าร้อยละ 60 หากอุทกภัยครั้งใหญ่เข้าโจมตีพื้นที่เหล่านี้

ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงเล็งเห็นว่า “การสร้างความเจริญตามเมืองใหญ่อย่างก้าวกระโดด” โดยไร้ซึ่งการวางผังเมืองเพื่อรองรับสถานการณ์น้ำท่วมหรือภัยพิบัตินานาชนิดดังที่ประเทศจีนกำลังเป็นอยู่นี้ ย่อมส่งผลต่อการพัฒนาประเทศให้ก้าวไกลไป

ตราบใดที่มนุษย์เรายังไม่ตระหนักถึงภัยพิบัติทางน้ำที่กำลังจู่โจมพื้นที่แห่งต่างๆ ของโลกและขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ หายนะอาจคืบคลานเข้ามาหาเราสักวัน

และคงไม่ดีแน่ถ้าวันนั้นมาถึง ! 
 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท