
เตือนโลกรับมือมหาภัยพิบัติปี 2012
สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับในรอบเกือบ 1 ปีที่ผ่านมาก็คือ เกือบทุกประเทศทั่วโลกล้วนเผชิญหน้ากับความเสี่ยง
สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับในรอบเกือบ 1 ปีที่ผ่านมาก็คือ เกือบทุกประเทศทั่วโลกล้วนเผชิญหน้ากับความเสี่ยง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับในรอบเกือบ 1 ปีที่ผ่านมาก็คือ เกือบทุกประเทศทั่วโลกล้วนเผชิญหน้ากับความเสี่ยงที่มาจากน้ำมือธรรมชาติแตกต่างกันออกไป
ทั้งพายุฝน น้ำท่วม ดินถล่ม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด และคลื่นยักษ์สึนามิ
เป็นความเลวร้ายที่ส่งผลให้เกิดประเด็นคำถามขึ้นในใจประชากรโลกทั่วไปว่า หรือจะถึงวันสิ้นสุดโลก ตามที่นักโบราณคดีซึ่งได้อ่านปฏิทินจารึกของชนเผ่ามายาพูดกันไว้ว่า บันทึกดังกล่าวได้คำนวณวันเวลาและสิ้นสุดลงในเดือน ธ.ค. ปี 2012 (พ.ศ. 2555)
หรือพูดง่ายๆ ว่า เหลืออีกเพียง 1 ปี เท่านั้นที่โลกจะแตก!
อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่งกลับลงความเห็นตรงกันว่า โลกอาจไม่กาลดับสูญ แต่มีสิทธิเผชิญหายนะรุนแรงจากภัยพิบัติธรรมชาติซึ่งมีต้นตอสาเหตุมาจากน้ำมือของมนุษย์เอง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน และอยู่ไม่ไกลจากประชาชนคนไทยมากนักก็คือ เหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปีของประเทศไทย ที่คร่าชีวิตประชาชนไปแล้วมากกว่า 600 คน และทำลายทรัพย์สินของประชาชน บริษัทเอกชน และหน่วยงานภาครัฐอย่างหนักจนตัวเลขความเสียหายพุ่งทะลุเกินหลักล้านล้านบาท
ยังไม่นับรวมความเสียหายทางจิตใจที่คนไทยกว่า 3 ล้านคนใน 19 จังหวัดทั่วประเทศได้รับ ในช่วงเวลานานกว่า 3 เดือน
ทั้งนี้ บรรดานักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านภัยธรรมชาติชั้นนำของโลกต่างระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในไทยรวมถึงภัยธรรมชาติอื่นๆ ที่โหมกระหน่ำประเทศต่างๆ ทั่วโลกนั้นเป็นเพียงปฐมบท หรือ “บทโหมโรง” ของมหันตภัยทางธรรมชาติของจริง ซึ่งเตรียมถาโถมโลกอีก ครั้งในปีหน้านี้
แถมผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ยังได้ส่งเสียงเตือนแบบหนักแน่นฟังชัดอีกว่า ดีกรีความรุนแรงของมหันตภัยทางธรรมชาติในคราวนี้ จะอยู่ในระดับที่สูงยิ่งกว่าภัยธรรมชาติครั้งใดที่โลกเคยประสบพบเจอมาในอดีตทั้งสิ้น
เรียกได้ว่า ฝันร้ายที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ดูจะยาวนานและไม่จบไม่สิ้นเสียที
ทีมนักวิทยาศาสตร์ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (ไอพีซีซี) เตือนภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมที่แอฟริกาว่า ในปี 2555 โลกจะต้องเตรียมรับมือกับสภาพอากาศที่วิปริต รุนแรง และแปรปรวนซึ่งยากต่อการพยากรณ์หรือคาดเดา
นอกจากนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์จากไอพีซีซียังย้ำอีกว่าวิกฤตน้ำท่วมไทย ภัยแล้งในรัฐเทกซัสของสหรัฐ ตลอดจนคลื่นความร้อนในรัสเซีย ล้วนเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า นับจากนี้เป็นต้นไปภัยธรรมชาติจะเกิดถี่ขึ้น และเริ่มหนักหนาสากรรจ์มากขึ้น จนอาจทำให้บางพื้นที่ไม่อาจเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ได้อีกต่อไป
ทั้งนี้ แม้ผู้คนจำนวนมากจะมองว่าภัยธรรมชาติคือเหตุสุดวิสัยที่เป็นเรื่องของดินฟ้าอากาศ ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของมนุษย์ แต่ต้องยอมรับว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นล้วนแต่เกิดจากฝีมือมนุษย์ทั้งสิ้น (Man Made Disaster)
ขณะที่สื่ออีกหลายสำนัก เช่น หนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ของสหรัฐ ได้เผยแพร่บทความกึ่งวิเคราะห์ซึ่งระบุว่า วิกฤตน้ำท่วมในไทยครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการกระทำของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการตัดไม้ทำลายป่า การผันน้ำจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติไปใช้ประโยชน์อย่างไม่เหมาะสม การขยายตัวของเขตเมือง และการบริหารจัดการที่ย่ำแย่จากภาครัฐ คือ สาเหตุหลักที่ทำให้ภัยธรรมชาติซึ่งมักเกิดขึ้นตามปกติกลายเป็นหายนะครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง
ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ภัยธรรมชาติจะมีจุดเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ แต่พฤติกรรมของมนุษย์กลับฉุดให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ยกตัวอย่างเช่น อุทกภัยที่เกิดขึ้นที่ปากีสถานเมื่อปี 2553 ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า ความรุนแรงนั้นเป็นผลจากการละเลยของภาครัฐในการวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน จนเป็นเหตุให้ประชาชนกว่า 1,500 คน ต้องสังเวยชีวิต
ขณะเดียวกัน ความแปรปรวนของสภาพอากาศยังเป็นผลจากปัญหาโลกร้อน ซึ่งนับวันดูจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าภาวะโลกร้อนเกิดจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกที่ปกคลุมชั้นบรรยากาศของโลก จนส่งผลให้อุณหภูมิภายในสูงขึ้น เป็นเหตุให้ฤดูกาลทั่วโลกเปลี่ยนแปลง โดยก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้เป็นสารอันตรายที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ ทั้งทางธรรมชาติและจากพฤติกรรมมนุษย์ อาทิ การย่อยสลายของซากพืชซากสัตว์ การเผาไหม้ของโรงงานอุตสาหกรรม และการเผาไหม้ของถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ หรือที่เรียกว่าก๊าซเชื้อเพลิง นั่นเอง
นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2558 ประชากรโลกที่จะตกเป็นเหยื่อของภัยพิบัติอันเนื่องจากสภาวะโลกร้อน จะเพิ่มขึ้นถึงกว่า 50% จากปัจจุบัน หรือเพิ่มสูงขึ้นถึง 375 ล้านคนต่อปี
ด้าน ออกซ์แฟม องค์กรพัฒนาเอกชนสากล ยังออกโรงเตือนอีกว่า ภาวะโลกร้อนจะส่งผลให้ภัยธรรมชาติเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเพื่อเป็นการลดและป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ หลายฝ่ายจึงเรียกร้องให้มีการเดินหน้าต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับระหว่างประเทศ
และหนึ่งในความพยายามดังกล่าวที่น่าจับตามองมากที่สุด คือ การลงนามในพิธีสารเกียวโตครั้งที่ 2 ของบรรดาชาติพัฒนาและกำลังพัฒนา เพื่อเป็นการสานต่อการลงนามครั้งแรกที่กำลังจะสิ้นสุดในปี 2555 โดยภายใต้พิธีสารดังกล่าว ประเทศผู้ลงนามจะต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่าเงื่อนไขของพิธีสารดังกล่าวกลับมีช่องโหว่บางประการที่กำลังฉุดรั้งการแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างมีประสิทธิภาพ
คอนนี เฮดการ์ด กรรมาธิการยุโรปด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เปิดเผยว่า ช่องโหว่สำคัญ คือ พิธีสารเกียวโตได้แบ่งประเภทความรับผิดชอบไว้อย่างชัดเจนระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา และเรียกร้องการปฏิบัติตามจากประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้น หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ ประเทศที่ขึ้นชื่อว่า “พัฒนาแล้ว” มีภาระความรับผิดชอบในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าประเทศ “กำลังพัฒนา”
เมื่อเป็นเช่นนี้ พิธีสารเกียวโตก็ดูจะไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิง เพราะตามรายงานขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ระบุว่า ในปัจจุบันการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้น มาจากประเทศกำลังเติบโตทางเศรษฐกิจที่พึ่งพลังงานถ่านหินเป็นหลัก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งภายใต้ข้อตกลงเดิมของพิธีสารเกียวโต ประเทศเหล่านี้ก็ไม่ได้มีภาระหน้าที่ที่จะต้องควบคุมการปล่อยก๊าซพิษมากนัก
ยกตัวอย่างสิงคโปร์และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็น 2 ประเทศที่มีเศรษฐกิจส่งออกที่เข้มแข็ง โดยมีภาคอุตสาหกรรมที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง แต่ทั้งสองประเทศกลับถูกจัดประเภทจากพิธีสารเกียวโตให้เป็นประเทศกำลังพัฒนา
ดังนั้น เฮดการ์ด จึงเรียกร้องให้ที่ประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ ซึ่งจะประชุมร่วมกันสิ้นเดือนนี้ที่เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ สร้างกรอบการดำเนินงานระดับโลกที่มีระเบียบการปฏิบัติสำหรับประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาที่สอดคล้องกันมากที่สุด
ขณะเดียวกัน ยังมีประเด็นที่น่าเป็นห่วงอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อญี่ปุ่น รัสเซีย และแคนาดา เริ่มส่งสัญญาณแล้วว่าไม่มีเจตนารมณ์ที่จะลงนามในสัตยาบันครั้งที่ 2 นี้ โดยอ้างว่าหากประเทศพัฒนาแล้วไม่กี่ประเทศลงนาม สัตยาบันดังกล่าวก็จะครอบครองเพียงแค่ 16% ของการปล่อยของเสียทั้งหมดในโลก ในขณะที่การลงนามครั้งแรกนั้นครอบคลุมถึง 1 ใน 3 ของการปล่อยของเสียทั้งหมด ดังนั้น สัตยาบันดังกล่าวก็อาจไม่สามารถจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้
และยิ่งไปกว่านั้น การที่สหรัฐไม่ยอมให้สัตยาบันในพิธีสารเกียวโตครั้งแรก และยังไม่มีทีท่าว่าจะให้สัตยาบันในอนาคต ก็ยิ่งตอกย้ำภาพของความล้มเหลวของพิธีสารดังกล่าว เพราะต้องอย่าลืมว่าสหรัฐคือพี่ใหญ่หัวแข็งที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่กลับตัดสินใจไม่เข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าว
ล่าสุดนั้น หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า สหรัฐจะไม่ยอมลงนามในกองทุนสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปีที่แล้ว เพื่อระดมทุนช่วยประเทศกำลังพัฒนาให้ต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก
ในทางกลับกัน สหภาพยุโรปได้ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะจำกัดอุณหภูมิของโลกมิให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส โดยมีเป้าหมายที่จะลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 30% เมื่อเทียบกับปี 2533 ภายในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้านี้
ดังนั้น เมื่อโลกเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับมหันตภัยทางธรรมชาติครั้งรุนแรงในอนาคต เชื่อว่าทุกฝ่ายก็ได้แต่หวังว่าบรรดาผู้นำของโลกจะตระหนักถึงบทบาทของแต่ละประเทศในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ พร้อมกับสร้างแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจนและตารางเวลาของกรอบการดำเนินงานให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ภายในไม่กี่ปีข้างหน้านี้
เพราะยิ่งลงมือช้าเท่าใด ประชาคมโลกก็ยิ่งเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น







