
ยุโรปอ่วมหนี้ เรตติ้งวูบ ตะวันออกกลางระอุ ปฏิรูปไม่คืบ
สิ่งที่นักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกจับตามองมากที่สุดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็คือสถานการณ์วิกฤตหนี้สาธารณะในกลุ่มประเทศยูโรโซน
สิ่งที่นักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกจับตามองมากที่สุดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็คือสถานการณ์วิกฤตหนี้สาธารณะในกลุ่มประเทศยูโรโซน
เพราะหากสหภาพยุโรป (อียู) ยังไม่สามารถหาทางออกจากวิกฤตในครั้งนี้ และมีมาตรการรัดเข็มขัดที่เป็นรูปธรรมชัดเจนจนสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้อีกครั้ง เศรษฐกิจของโลกโดยเฉพาะภาคการเงินการธนาคารมีสิทธิเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ที่นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักทำนายว่า อาจเลวร้ายถึงขั้นที่ธนาคารทั่วโลกล่มสลาย
ทั้งนี้ แม้จะมีการพูดคุยหารือของบรรดาผู้นำในกลุ่มยูโรโซนมาได้เกือบสองปีแล้ว แต่สถานการณ์โดยรวมก็ยังไม่มีวี่แววคลี่คลาย ที่ร้ายไปกว่านั้นกลับเลวร้ายมากขึ้นทุกขณะ เพราะบรรดาผู้นำในอียูมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการจัดตั้งพันธบัตรยูโร หรือยูโรบอนด์ จนสร้างความวิตกกังวลให้กับนักลงทุนทั่วโลก
หลักฐานที่แสดงให้เห็นความกังวลของนักลงทุนก็คือ การประกาศขายพันธบัตรของรัฐบาลเยอรมนี ซึ่งมีระบบเศรษฐกิจและการเงินที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรปไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ โดยขายได้เพียง 60% เท่านั้น จนหลายฝ่ายเกรงว่าวิกฤตหนี้สาธารณะยุโรปอาจลุกลามถึงประเทศเยอรมนี
ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในยุโรปก็โดนบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกเฉือนอันดับกันทั่วหน้า โดยโปรตุเกสและฮังการีถูกฟิทช์ เรทติ้งส์ และมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส พร้อมใจกันหั่นอันดับสู่ BB+ หรือระดับ “ขยะ” ทั่วหน้า โดยเหตุผลมาจากปัญหางบประมาณขาดดุล ระดับหนี้ที่มีมากในทุกๆ ภาคส่วน และแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจอ่อนแอ ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของโปรตุเกสและฮังการีสูงขึ้นตามไปด้วย
ตะวันออกกลางเดือดประท้วงขับไล่ผู้นำ
ขณะเดียวกันทางด้านตะวันออกกลางก็มีเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือ การปฏิรูปทางการเมือง โดยที่อียิปต์ได้เกิดเหตุลุกฮือขับไล่ผู้นำประเทศของประชาชน จนนำไปสู่การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกลุ่มผู้ประท้วงเป็นหนที่ 2 จนรัฐบาลพลเรือนภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเอสซาม ชาราฟ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลทหารเอสซีเอเอฟ ได้ประกาศลาออก ส่งผลให้เอสซีเอเอฟตัดสินใจเรียกตัวแทนฝ่ายการเมืองและทหารเข้าร่วมประชุมฉุกเฉินเพื่อหาทางออกในวิกฤตการณ์ดังกล่าว ซึ่งในที่สุดผลก็ออกมาว่า จอมพล โมฮัมเหม็ด ฮุสเซน ตันตาวี จะยังคงอยู่ในตำแหน่งอยู่เช่นเดิมเพื่อจัดระเบียบประเทศและดูแลให้มีการเลือก
ขณะที่เยเมน อดีตประธานาธิบดีอาลี อับดุลเลาะห์ ซาเลห์ ได้ยอมลงนามข้อตกลงส่งมอบอำนาจการบริหารประเทศให้กับรองประธานาธิบดีอับดราห์บู มันซูร์ ฮาดี หลังจากที่อยู่ในตำแหน่งมานานกว่า 33 ปี เพื่อแลกกับความคุ้มครองที่ตนเองและครอบครัวจะไม่ถูกดำเนินคดี ส่วนซีเรียก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากนานาชาติอย่างหนักอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เพิกเฉยต่อเงื่อนไขของกลุ่มสันนิบาตอาหรับที่ระบุว่า ซีเรียอาจจะต้องเผชิญกับมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจได้ ถ้าซีเรียไม่ยังยอมให้สันนิบาตอาหรับส่งตัวแทนเข้าไปประเมินความคืบหน้าเกี่ยวกับข้อตกลงในการยุติความรุนแรงในประเทศ ภายในวันที่ 25 พ.ย. m







