
เศรษฐกิจไทย
ผมรู้สึกตะขิดตะขวงกับการประเมินสถานการณ์น้ำท่วมไทยของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ไม่น้อย
ผมรู้สึกตะขิดตะขวงกับการประเมินสถานการณ์น้ำท่วมไทยของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ไม่น้อย
โดย..ธนพล ไชยภาษี
ที่บอกว่า หลังภาวะน้ำท่วมนั้น เศรษฐกิจไทยน่าจะกลับมาเติบโตได้ดี โดยเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะเติบโตที่ 4% โดยแรงขับเคลื่อนหลักๆ มาจากการทุ่มเงินฟื้นฟูของทั้งภาครัฐและเอกชน แถมยังบอกว่าการลงทุนจากต่างประเทศจะฟื้นตัวเพราะการเมืองเข้มแข็ง
ฟังดูแล้วเคลิ้ม แต่ก็ต้องสะดุ้งเฮือก ว่าอะไรมันจะเป็นไปตามสเต็ปตามขั้นตอนแบบนั้นเป๊ะๆ ก่อนจะตื่นขึ้นมาพบกับความเป็นจริงที่ว่า ปัจจัยเสี่ยงหลังน้ำท่วมของบ้านเรานั้นมีอยู่เพียบกลัวอย่างที่สุดครับ ว่าเศรษฐกิจไทยแย่อยู่แล้วจากภาวะน้ำท่วม และหลังจากน้ำท่วมเศรษฐกิจจะดิ่งลงมากไปอีกด้วยซ้ำ
ประการแรก การกลับมาเดินเครื่องการผลิตของภาคเอกชนในพื้นที่น้ำท่วมนั้นไม่ได้กลับกันมาง่ายๆ แน่นอน เพราะในขณะนี้ภาคเอกชนที่ถูกน้ำท่วม โดยเฉพาะบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ยังประเมินสถานการณ์อะไรไม่ได้ทั้งนั้น เพราะขณะนี้หลายที่ก็ยังน้ำท่วมอยู่
ที่ข่าวบอกว่าน้ำเริ่มลดนั้น ลดจริงครับ ลดจาก 2 เมตร เหลือ 1 เมตร ในความเป็นจริงก็คือน้ำแค่ลด ไม่ใช่น้ำแห้งแล้ว เมื่อการกลับมาผลิตทำไม่ได้ ซึ่งไม่รู้ว่าจะเมื่อไหร่นั้น ก็ย่อมทำให้มีแรงงานตกงานมหาศาล
นี่แหละครับ แรงงานไทยจะลูกผีลูกคน ต้องรอดูจริงๆ ว่าน้ำจะแห้งเมื่อไหร่ และหลังจากนั้นโรงงานจะกลับมาเดินเครื่องได้อีกเมื่อไหร่ ซึ่งตอนนี้ไม่มีใครหน้าไหนในรัฐบาลจะออกมาให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมาได้
ประการต่อมา ธนาคารโลกบอกว่าในปีหน้าการลงทุนต่างชาติน่าจะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง น่าจะเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไป ไทยต้องยอมรับตัวเองครับ น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ไทยแลนด์เสียเครดิตอย่างใหญ่หลวงในเรื่องการรับมือกับปัญหาน้ำท่วม หนำซ้ำยังมีเกมการเมืองมาถล่มซ้ำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงไปอีก
บอกตรงๆ ครับ ตอนนี้กระแสข่าวในต่างประเทศมีแต่การรายงานว่า นักลงทุนอาจจะไม่ย้ายหนีออกจากประเทศไทย แต่สำหรับการลงทุนเพิ่มใหม่ๆ นั้น ประเทศไทยกำลังถูกเมินหน้าหนีไปมากขึ้นครับ
สุดท้ายปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองของไทยเราเองที่น่ากลัวที่สุด ธนาคารโลกมองว่าเพราะการเมืองเข้มแข็ง นักลงทุนก็กลับมายังเมืองไทยอีก เป็นการมองโลกในแง่ดีอย่างที่สุดก็ว่าได้
คิดว่าคนไทยทุกคนเริ่มรู้สึกถึงกระแสความร้อนแรงทางด้านการเมืองตั้งแต่ช่วงระหว่างน้ำท่วมจนมาถึงน้ำลด ว่าแท้จริงแล้วความแตกแยกในประเทศนี้มันร้าวลึกยิ่งกว่าคลื่นใต้น้ำมากขนาดไหน
ไหนจะเรื่องการเสนอพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษที่เรียกแขกได้พึ่บพั่บทันที ไหนจะเรื่องการแบ่งสีแบ่งพวกในการช่วยเหลือน้ำท่วมที่ทำเอาสังคมแทบระเบิด
ดูแล้ว งานนี้น้ำลดเมื่อไหร่ ได้งานหนักกันอีกยก







