
HDDโลกส่อหนีน้ำไทย
หวั่นอุทกภัยเกิดซ้ำทำธุรกิจเจ๊ง
หวั่นอุทกภัยเกิดซ้ำทำธุรกิจเจ๊ง
สื่อนอกเผยผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์โลกส่อหนีน้ำท่วมไทย เบนเข็มย้ายฐานไปมาเลเซียสิงคโปร์ ด้านสถาบันเอชดีดีไอไทยเตรียมของบฯ เพิ่มเหยียบ 2,000 ล้าน หวังฟื้นอุตฯ ฮาร์ดดิสก์
อีอีไทมส์ เอเชีย หนังสือพิมพ์อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐ เปิดเผยรายงานอ้างสถาบันฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ไทย (เอชดีดีไอ) เมื่อวันที่ 23 พ.ย. ว่า หลังจากที่ระดับน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ลดลง มีความเป็นไปได้สูงว่าบริษัทผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (เอชดีดี) ของโลกบางรายอาจเริ่มคิดเบนเข็มย้ายฐานการผลิตไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์ เนื่องจากต้องการลดความเสี่ยงจากเหตุอุทกภัยไทย ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นซ้ำในอนาคต
รายงานระบุว่า สถานการณ์น้ำท่วม ได้ทำให้โรงงานผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ของบริษัทผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ต่างชาติรายใหญ่ของโลก 3 บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ป, โตชิบา อิงก์ และซีเกท เทคโนโลยี ซึ่งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมนวนครและนิคมอุตสาหกรรมบางปะอินต้องปิดโรงงานผลิตลง
การปิดโรงงานส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์อย่างหนัก เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์สำคัญ คิดเป็น 40% ของโลก
บริษัทวิจัยตลาดไอดีซีคาดการณ์ว่า สถานการณ์น้ำท่วมไทยจะส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ในไตรมาส 4 ประมาณ 30% และอาจทวีความรุนแรงต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสแรกของปี 2555
จอห์น คอยน์ ซีอีโอ บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ป กล่าวว่า บริษัทได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งนี้อย่างมาก จนต้องปิดโรงงานผลิตทั้งสองแห่งคือในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน และนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ส่งผลให้ยอดการส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ในไตรมาส 4 ลดลงเหลือ 110-130 ล้านไดรฟ์ จากเดิมที่ 176 ล้านไดรฟ์ในไตรมาส 3
คอยน์ ระบุอีกว่า ผลกระทบดังกล่าวจะทวีความรุนแรงต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสแรกของปี 2555 เนื่องจากสินค้าและวัสดุคลังที่ใช้ในการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์หมดลง และคาดว่าต้องใช้เวลา 6-12 เดือนกว่าที่การผลิตจะฟื้นสู่ภาวะปกติ
นอกจากนี้ คอยน์ยังได้ร้องขอให้รัฐบาลไทยเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าโรงงานผลิตของบริษัทจะไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยเช่นนี้ซ้ำอีก
ขณะเดียวกัน สถาบันเอชดีดีไอไทยเตรียมยื่นของบประมาณจากรัฐบาล 64.12 ล้านเหรียญสหรัฐ (2,000 ล้านบาท) เพื่อนำไปฟื้นฟูอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ในประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นงบประมาณที่สูงขึ้นเป็น 10 เท่า จากงบประมาณที่ทางสถาบันเคยได้รับ







