
ศก.โลกไร้เสถียรภาพ ภัยธรรมชาติซ้ำ ธนาคารโลกเตือนเอเชียแย่ ไทยทรุด
ธนาคารโลกเผยรายงานระบุความรุ่งเรืองของเอเชียเสี่ยงพังทลาย เหตุมีสิทธิได้รับผลกระทบจากโลกไร้เสถียรภาพ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ธนาคารโลกเผยรายงานระบุความรุ่งเรืองของเอเชียเสี่ยงพังทลาย เหตุมีสิทธิได้รับผลกระทบจากโลกไร้เสถียรภาพ เศรษฐกิจอ่อนแอ และอาจต้องเผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติรุนแรงมากยิ่งขึ้น
ในรายงานประจำปีของธนาคารโลก ซึ่งจัดทำขึ้น 2 ครั้งต่อปี เพื่อติดตามสถานการณ์ล่าสุดทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ครอบคลุมประเทศจีน กัมพูชา ฟิจิ อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย มองโกเลีย ปาปัวนิวกินี ฟิลิปปินส์ หมู่เกาะแปซิฟิก หมู่เกาะโซโลมอน ไทย ติมอร์ตะวันออก และเวียดนาม ระบุว่า แม้ภูมิภาคแห่งนี้จะมีศักยภาพเติบโตต่อไปได้ แต่ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจในภูมิภาคยุโรป ตลอดจนภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกนับเป็นปัจจัยสำคัญที่จะขัดขวางเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ธนาคารโลกได้หยิบยกการประเมินตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยรวมของเอเชียตะวันออก ที่แม้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.2% ในปี 2554 แต่มีแนวโน้มจะลดลงเหลือ 7.8% ในปี 2555 เพราะความต้องการบริโภคสินค้าจากยุโรปและสหรัฐลดลง
ทั้งนี้ ปัญหาหนี้สาธารณะในกลุ่มยูโรโซน กับกระบวนการแก้ปัญหาที่ล่าช้า เนื่องจากประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้นักลงทุนทั่วโลกขาดความเชื่อมั่น จนเลือกที่จะหันมาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยมากกว่านำไปลงทุนในแหล่งอื่น อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มีเงินทุนไหลเวียนออกจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เป็นจำนวนมาก
เบิร์ท ฮอฟแมน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่จะขัดขวางความพยายามของเอเชียแปซิฟิก ในการขจัดปัญหาความยากจนให้หมดไปจากภูมิภาค
ทั้งนี้ รายงานระบุด้วยว่า บรรดารัฐบาลประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกควรปรับแผนปฏิรูปเศรษฐกิจระยะยาวให้มุ่งพึ่งพาการผลิต และเพิ่มความต้องการของผู้บริโภคในประเทศให้มากขึ้น
อีคาเทอร์รินา วอสทรอกนูโทวา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก กล่าวว่า บรรดาผู้นำในเอเชีย แปซิฟิก ควรฉวยโอกาสนี้ปฏิรูปอย่างจริงจัง โดยมุ่งลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และระบบประกันสังคมจะช่วยเพิ่มผลผลิตภายในประเทศ รวมถึงการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตในอนาคต
รายงานของธนาคารโลกระบุอีกว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตในอนาคตของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คือปัญหาภัยธรรมชาติที่นับวันมีแนวโน้มทวีความรุนแรง ดังนั้น ประเทศต่างๆ ในเอเชีย แปซิฟิก จึงต้องหามาตรการป้องกันรับมือภัยพิบัติ เพื่อลดผลกระทบที่นำไปสู่วิกฤตแห่งใหม่
ทั้งนี้ ธนาคารโลกได้ยกตัวอย่างเหตุอุทกภัยในไทยที่แม้จะยังไม่มีการประเมินตัวเลขความเสียหายที่แน่นอน แต่ก็ส่งผลกระทบให้มีการปรับลดจีดีพีของไทยในปี 2554 ให้เหลือเพียง 2.4%
ความสูญเสียจากเหตุน้ำท่วมไม่ได้จำกัดอยู่ในไทยเท่านั้น เนื่องจากผลกระทบของน้ำท่วมได้ลุกลามสู่ระบบซัพพลายของอุตสาหกรรมต่างๆ ไปทั่วโลก
แม้การฟื้นฟูหลังเหตุน้ำท่วมจะมีผลให้จีดีพีของไทยในปี 2555 กระเตื้องขึ้น แต่การฟื้นฟูของโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ว่าจะมีระดับที่ดีเทียบเท่าก่อนเหตุน้ำท่วมยังขึ้นอยู่กับปริมาณความต้องการในตลาดโลกเป็นสำคัญด้วย
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเป็นรายประเทศ ธนาคารโลกระบุว่า ความต้องการบริโภคในตลาดสหรัฐและยุโรปที่ลดลงจะยังคงเป็นปัจจัยกระทบการเติบโตของจีนในปี 2555 โดยความท้าทายของจีน คือการรับมือกับเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวกับการหาทางกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ
ขณะที่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม อาจได้รับอานิสงส์จากการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์และอุปกรณ์ไฟฟ้าในช่วงต้นปี 2555 เนื่องจากน้ำท่วมไทย แต่ก็จำเป็นต้องระวังผลกระทบจากราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีแนวโน้มผันผวนจากความไม่แน่นอนของตลาดโลกซึ่งส่งผลต่อความต้องการบริโภคของประชาชนภายในประเทศ
ในส่วนของไทย ธนาคารโลกคาดว่า แม้ภาคการท่องเที่ยว ภาคการเกษตร และธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กยังมีรากฐานแข็งแกร่งดีอยู่ แต่เศรษฐกิจโดยรวมมีแนวโน้มชะลอลงช่วงปลายปี 2554 ต่อเนื่องต้นปี 2555 เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง และผลจากเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ของไทย
ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะทำให้ไทยฟื้นตัวกลับมาได้คือการเร่งฟื้นฟูของภาครัฐและเอกชนหลังน้ำลด ที่จะช่วยให้เกิดการบริโภคภายในประเทศ
ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์วอลสตรีต เจอร์นัล รายงานว่า แม้น้ำท่วมไทยจะลดความรุนแรงลงแล้ว แต่สถานการณ์โดยรวมยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบมีถึง 5.3 ล้านคน และจำนวนผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้นถึง 600 คน เป็นตัวยืนยันว่าปัญหาน้ำท่วมยังอยู่ห่างไกลจากคำว่าสิ้นสุด
นอกจากนี้ แม้ว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประกาศเตือนเรื่องการแพร่ระบาดของโรค แต่ก็ยังไม่สามารถยืนยันว่าจะไม่มีการระบาดตามมาในอนาคตข้างหน้า
ทั้งนี้ สถานทูตของประเทศต่างๆ ยังคงออกแถลงการณ์เตือนพลเรือนของตนไม่ให้เดินทางเข้ามายังกรุงเทพมหานคร (กทม.) หากไม่มีธุระจำเป็น เนื่องจากกลัวว่าอาจจะเกิดการแพร่ของโรคระบาด
รายงานระบุอีกว่า มวลน้ำที่เข้าท่วมนิคมอุตสาห กรรม และพื้นที่ทางการเกษตรในครั้งนี้ ได้บ่งชี้ให้เห็นถึงจุดเริ่มต้นของวิกฤตเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของไทย โดยเฉพาะเมื่อมีการคาดการณ์ว่า คนไทยมากกว่า 1 ล้านคนในขณะนี้ กำลังอยู่ในสภาพตกงาน ฃ







