
'ซินโฮน-ยอแฮง'ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์
ไปเกาหลีคราวนี้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น เพราะเครื่องบินของสายการบินโคเรียนแอร์ (KE)
ไปเกาหลีคราวนี้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น เพราะเครื่องบินของสายการบินโคเรียนแอร์ (KE)
พาเราบินตรงจากสนามบินนานาชาติเชียงใหม่ถึงสนามบินนานาชาติอินชอน โดยมิต้องเสียเวลาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อต่อเครื่องเหมือนแต่ก่อน ทำให้ประหยัดเวลาบินไปได้ถึง 30 นาที จึงเหลือเวลาเดินทางเพียง 5 ชั่วโมงก็ถึง เที่ยวบินตรงอินชอน-เชียงใหม่-อินชอน มีสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ในช่วงโลว์ซีซัน แต่เมื่อเริ่มฤดูกาลท่องเที่ยวในระหว่างเดือน พ.ย.-ก.พ.ของทุกปี จะเพิ่มขึ้นเป็น 4-5 เที่ยวต่อสัปดาห์ เพราะช่วงนั้น จ.เชียงใหม่ กลายเป็นสรวงสวรรค์ของนักกอล์ฟเกาหลี (นรกของนักกอล์ฟไทย...ขออภัย แต่ต้องเข้าใจ เพื่อเพิ่มจีดีพีให้ประเทศ) เนื่องจากฤดูหนาวในเกาหลี สนามกอล์ฟจะกลายเป็นลานหญ้าแห้ง น้ำแข็งเกาะ หนาวจัด ราคาแพงกว่าเรา 4-5 เท่า จองยาก คนเยอะ อย่ากระนั้นเลย หนีหนาวมาตีที่เมืองไทยซะดีกว่า... ทั้ง “ถูก-ดี-คนไทยน่ารัก”...อันนี้เป็นโฆษณาของบริษัททัวร์เกาหลีค่ะ
ส่วนเส้นทางบินตรงเส้นอื่นๆ เช่น อินชอนภูเก็ต หรืออินชอนกรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางที่ฮอตฮิตติดอันดับแรกๆ ของคู่แต่งงานใหม่ที่เลือกมา “ซินโฮน-ยอแฮง--ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์” ในเมืองไทยมาก จนอดีตท่านทูตเกาหลีประจำประเทศไทย ท่านเปรยอย่างขำๆ ว่า... “20% ของคู่แต่งงานใหม่เกาหลี เลือกเมืองไทยเป็นที่ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ จึงหมายความว่า กุมารเกาหลีที่เกิดใหม่ถึง 20 ใน 100 คนนั้น ต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับเมืองไทยเป็นแน่” ท่านเข้าใจคิดนะคะ ...เอาล่ะ ไหนๆ ก็เสียดุลในโลกจิตวิญญาณอยู่แล้ว เจอน้ำท่วม จีดีพีล้มระเนระนาดอย่างนี้ พึงควรต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ขอเสนอแนะให้ออกประกาศนีย บัตรให้คู่ “ซินโฮน-ยอแฮง” ไปเสียเลยดีไหมคะ ว่า.. บุตรที่เกิดในรอบ 10 เดือนหลังจากกลับจากเมืองไทย ให้สิทธิพิเศษเป็นคนไทยครึ่งหนึ่ง... ส่วนจะได้อะไรจากสิทธินั้น ขอให้เป็นการบ้านของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ไปคิดค่ะ ฮ่าๆ...คู่ไหนเป็น “ซินโฮน-ยอแฮง” ของแท้นั้นดูง่ายมาก วันที่ “เชกา” จะเดินทางกลับมาไทย ขณะที่รอเช็กอินที่สนามบินเห็นหลายสิบคู่ รู้ทันทีค่ะ ก็เล่นแต่งตัวเหมือนกันเด๊ะ ตั้งแต่เสื้อตัวใน เสื้อแจ็กเกต กางเกง รองเท้า เป็นคู่แฝดยอดนิยมฉบับเกาหลี เดินจูงมือกันก็น่ารัก กุ๊กกิ๊กไปอีกแบบ
ส่วนภารกิจหลักอันดับ 2 ของเราที่ไปเกาหลีครั้งนี้ ก็ไม่ต่างจากการไป “ซินโฮน-ยอแฮง” เท่าไรนัก อาจเรียกว่า “รวบยอดกิจกรรมตั้งแต่ยกขันหมากไปขอสาว จนถึงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์เบ็ดเสร็จ” เลยค่ะ (ภารกิจแรกดูบทความวันที่ 16 ต.ค.) คือ การไปจับคู่แต่งงานให้มหาวิทยาลัย ซึ่งดูใจกันมานานพอสมควร จึงปลงใจได้มหาวิทยาลัยแห่งชาติฮันบัท (มหาวิทยาลัยฮันบัท) ได้ส่งเถ้าแก่เดินทางมาทาบทามเยี่ยมเยียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) หลายครั้ง จนที่สุดเข้าอกเข้าใจกัน บรรลุถึงความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย ที่จะมีการแลกเปลี่ยนและส่งเสริมให้มีความร่วมมือกันทางด้านวิชาการให้เป็นคู่ที่ดีต่อกันในอนาคตได้ จึงตัดสินใจลงนามความร่วมมือกัน (MOU) ระหว่างมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2554
ความร่วมมือหลัก คือ การแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการศึกษาและค้นคว้าวิจัยในสาขาวิชาที่เป็นจุดแข็งของตนเอง แลกเปลี่ยนอาจารย์ เชิญอาจารย์แต่ละฝ่ายซึ่งเป็นอาจารย์พิเศษทั้งในระดับปริญญาตรี และบัณฑิตศึกษา และแลกเปลี่ยนนักศึกษาในสาขาที่เรียนร่วมกัน หรือทำ Workshop ร่วมกันได้ในทันที ฝั่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้แลกก่อนถึง 2เรื่อง คือ รศ.ดร.เอกชัย แสงอินทร์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้ขึ้นบรรยายพิเศษในหัวข้อ “An Introduction to VLSI Testing” ให้นักศึกษาและคณาจารย์เกาหลีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ราว 100 คน และเรื่องที่ 2 คือ นักศึกษาปริญญาเอก (ง่า...ก็ตัว “เชกา” เองค่ะ) ได้บรรยายเรื่อง “ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยแห่งชาติฮันบัทกับภาคอุตสาหกรรมในต่างประเทศ” ให้นักศึกษาสาขาโลหะการ ชั้นปีที่ 2 เพื่อเตรียมพร้อมในการเดินทางไปฝึกอบรมในต่างประเทศในปีการศึกษาหน้า
ภารกิจนี้สำเร็จลงด้วยดี ด้วยการนำของท่านอธิการบดีของทั้งสองมหาวิทยาลัย ซึ่งต่อไปคาดว่าจะมีนักศึกษาไทยและเกาหลีเดินทางแลกเปลี่ยนกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยฮันบัทมีความกระตือรือร้นที่จะมาแลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่อย่างมาก ในขณะที่มหาวิทยาลัยฮันบัทก็เริ่มได้รับความนิยมจากนักเรียนไทยจำนวนหนึ่งที่ติดตามอ่านหนังสือ “เตรียมตัวเป็น ‘เฟรชชี่’ ที่เกาหลี” ของเชกามากขึ้นเรื่อยๆ ท่านอาจารย์อุษา ภู่กำชัย จากโรงเรียนหอวัง เพิ่งแจ้งข่าวดีมาให้ทราบว่า นักเรียนของท่านได้ทุนระดับปริญญาตรีไปเกาหลี และเลือกมหาวิทยาลัยแห่งชาติฮันบัทเป็นอันดับ 1 ด้วย ขอแสดงความยินดีค่ะ...







