
ความจริงที่น่าขมขื่น
การใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่มีความศิวิไลซ์ถือเป็นสุดยอดปรารถนาของคนส่วนใหญ่ในสังคม
การใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่มีความศิวิไลซ์ถือเป็นสุดยอดปรารถนาของคนส่วนใหญ่ในสังคม
ไม่เช่นนั้นคงไม่มีชาวชนบทจำนวนมากยอมทิ้งที่ทำกินของบรรพบุรุษแล้วแห่แหนกันเข้ามาเสี่ยงดวงทำงานตามเมืองใหญ่ๆ ของจีน เพราะสิ่งที่พวกเขาจะได้รับจากการเลือกเส้นทางสายนี้นอกเหนือจากค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงินแล้ว ยังเป็นความสะดวกสบายในด้านความเป็นอยู่ ซึ่งแตกต่างจากบ้านเกิดเมืองนอนอย่างเห็นได้ชัด
เมืองฝอซาน ซึ่งตั้งอยู่ในมณฑลที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของประเทศอย่างมณฑลกวางตุ้ง ถือเป็นตัวเลือกหนึ่งของผู้คนที่ต้องการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง
ฝอซานจัดเป็นเมืองที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ดังเห็นได้จากสถิติการเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจติดอันดับต้นๆ ของประเทศ เคยติด 500 อันดับแรกของเมืองที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจของโลก และเป็นทำเลทองที่ธุรกิจขนาดใหญ่กว่า 500 แห่งเลือกที่จะเข้ามาจับจองในการสร้างฐานการผลิต รวมถึงการเป็นเมืองที่มีบริการด้านการแพทย์ แหล่งที่พักอาศัย และมีการรักษาสภาพแวดล้อมให้เหมาะแก่การอยู่อาศัยอีกด้วย เมืองแห่งนี้จึงเป็นเมืองที่มีอนาคตทางเศรษฐกิจสดใสมาก ถึงกับมีการคาดการณ์ไว้ว่าจะมีบทบาททางเศรษฐกิจรองจากเมืองกวางเจากันเลยทีเดียว
นอกเหนือจากความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจแล้ว ฝอซานยังเป็นเมืองเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีอายุยาวนานนับ 5,000 ปี ในยุคราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ่ง กิจการด้านงานฝีมือและการค้าของฝอซานเฟื่องฟูมาก เมื่อถึงยุคราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงก็ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 4 ตำบลที่มีชื่อเสียงของประเทศ ความที่เป็นแหล่งรวมศิลปวัฒนธรรมหลายแขนงเข้าด้วยกัน ทำให้ได้รับการยกย่องว่าเป็นแหล่งกำเนิดที่สำคัญของหัตถกรรมเครื่องเคลือบดินเผา อุปรากรกวางตุ้ง ศิลปะการตัดกระดาษ เป็นต้น
แต่แล้วเหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดขึ้นในวันที่ 13 ต.ค. ก็ทำให้ชาวฝอซานและชาวจีนทั้งประเทศเกิดคำถามกับผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองที่มีความเจริญก้าวหน้าแห่งนี้
ภาพเหตุการณ์เด็กหญิงวัย 2 ขวบ ถูกรถตู้ขนาดเล็กทับขานอนจมบนกองเลือด แล้วไม่ได้รับความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง ทำให้ชาวจีนต้องกลับมาทบทวนถึงศีลธรรมในใจของคนในสังคมที่ไม่ได้มาควบคู่กับความเจริญทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด ขณะเกิดเหตุมีผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา 3 คน แต่ก็ไม่ได้ยี่หระกับชีวิตน้อยๆ ที่กำลังโอดครวญด้วยความเจ็บปวด เท่านั้นยังไม่พอ รถตู้ขนาดเล็กอีกคันหนึ่งยังทับร่างหนูน้อยที่บาดเจ็บปางตายซ้ำอีกครั้ง แต่ก็ขับผ่านไปอย่างหน้าตาเฉยโดยไม่ได้หยุดรถลงมาดูผลงานที่ตนสร้างไว้ จากนั้นก็มีผู้คนสัญจรไปมาอีกนับสิบ
เรื่องที่น่าเวทนาก็คือ ไม่มีใครช่วยเหลือหนูน้อยคนนี้ กระทั่งคุณป้าเก็บขยะที่ถูกมองว่าเป็นชนชั้นล่างในสังคมเดินมาเห็นเข้า จึงตะโกนเรียกให้คนรอบข้างเข้ามาช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการว่ากล่าวไม่ให้เธอยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเรื่องนี้ เพราะอาจนำภัยมาสู่ตัวเธอได้ เวลานับแต่เกิดเหตุจนกระทั่งผู้มีน้ำใจคนสุดท้ายเข้าช่วยเหลือรวม 7 นาทีเศษ ช่างเป็นนาทีทองสำหรับหนูน้อยที่ลมหายใจกำลังรวยระริน เพราะทุกวินาทีที่ผ่านไปย่อมหมายถึงโอกาสในการรอดชีวิต แต่คนเหล่านี้ก็ไม่ได้ช่วยให้เธอรอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราช เธอเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันต่อมา
โศกนาฏกรรมที่สร้างความโกรธเคืองและรู้สึกละอายใจให้แก่ผู้คนที่รับทราบเรื่องราวเช่นนี้ กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนถึงกับตั้งสมมติฐานว่า หากมีการช่วยเหลือหนูน้อยหลังจากที่ถูกรถทับในครั้งแรก บางทีเธออาจรอดชีวิต หากคนที่เดินผ่านไปมาทั้ง 18 คนมีน้ำใจสักนิด ไม่มองเห็นชีวิตคนเป็นผักปลา บางทีพ่อแม่ของเธออาจไม่ต้องสูญเสียลูกอันเป็นที่รักไป แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงปรารถนาของเพื่อนร่วมชาติที่ตรงข้ามกับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง
ผลการสำรวจทางอินเทอร์เน็ตครั้งหนึ่งชี้ให้เห็นว่า ร้อยละ 88 ของผู้ถูกสำรวจยืนยันว่าจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือหนูน้อยคนนี้หากอยู่ในเหตุการณ์ หากพิจารณาจากเกณฑ์ทั่วไปแล้ว ตัวเลขระดับนี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก แต่น่าเสียดายที่คำตอบของแบบสำรวจนี้น่าจะอยู่ที่ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม ที่น่าสังเกตก็คือ ร้อยละ 12 ที่ตอบว่าไม่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่หนูน้อยคนนี้ อาจเป็นคนใกล้ตัวเรา คนไกลตัวเรา หรืออาจเป็นคนในครอบครัวเรา พวกเขาไม่รู้สึกไม่ดีกับการตัดสินใจเช่นนี้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้สัดส่วนของความช่วยเหลือหนูน้อยผู้นี้อยู่ที่ 1 : 18 นั่นเอง
เราคงไม่สามารถนำเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งมาตัดสินภาพรวมของคนในสังคมได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง ชาวจีนที่มีมิตรจิตมิตรใจและพร้อมที่จะช่วยเหลือสังคมคงต้องตกเป็นจำเลยอย่างไม่ยุติธรรม เพียงแต่เหตุการณ์ของคนเลือดเย็นนับสิบในฝอซานบอกกับเราว่า ในสังคมที่เต็มไปด้วยความเจริญทางด้านวัตถุและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายนั้น แฝงไว้ด้วยความแล้งน้ำใจและความเอาตัวรอดของคนบางกลุ่ม
เรื่องราวที่หยิบยกมาข้างต้นนี้บอกเราว่า เมืองที่มีความเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจแห่งนี้เปรียบเหมือนทะเลทรายที่น้ำใจเหือดแห้ง มีเพียงหญิงชราที่แทบไม่มีความรู้ แม้แต่ภาษาจีนกลางก็ยังสื่อสารไม่ได้เท่านั้น ที่หยิบยื่นความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ดังบทสัมภาษณ์ที่เธอกล่าวไว้ว่า “เธอแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย” แต่สิ่งที่เธอทำถือเป็นการแสดงความมีมนุษยธรรมอย่างน่ายกย่อง เมื่อเทียบกับคนเห็นเหตุการณ์รายอื่นๆ ที่มีทั้งฐานะและการศึกษาดีกว่าเธอหลายเท่านัก
หลายคนตั้งคำถามว่า สังคมจีนยุคนี้เกิดวิกฤตศรัทธาด้านคุณธรรมอย่างรุนแรงหรือไม่ แน่นอนว่าคนที่แล้งน้ำใจทั้ง 18 คนนี้ไม่ได้เป็นตัวละครที่ถูกจัดฉากขึ้นมาเพื่อทำลายความเชื่อมั่นที่มีต่อชาวจีน แต่พวกเขาเป็นชาวบ้านตาดำๆ ที่ใช้ชีวิตร่วมกับคนในสังคม แล้วจะให้ผู้อื่นอยู่ร่วมกับคนที่แล้งน้ำใจกลุ่มนี้อย่างวางใจได้อย่างไร
เมื่อย้อนกลับไปดูเรื่องราวที่น่าอดสูก่อนหน้านี้อย่างการผลิตนมปลอม การใช้น้ำมันจากท่อมาประกอบอาหาร การใส่สารพิษลงในอาหารจนเป็นเหตุให้ผู้คนจำนวนมากต้องเสียชีวิต ล้วนเป็นบทเรียนที่สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตศรัทธาทางด้านคุณธรรมของชาวจีนอย่างไม่น่าให้อภัย และไม่ว่าจะเกิดจากใครคนใดคนหนึ่ง หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ย่อมแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการสร้างสำนึกเรื่องคุณธรรมในหมู่ชาวจีนที่กำลังใช้ชีวิตกันอย่างสุขสบาย พฤติกรรมที่น่าละอายเหล่านี้ล้วนตั้งอยู่บนผลประโยชน์ที่ผู้คนในสังคมกำลังแสวงหาและไขว่คว้ากันอย่างหน้ามืดตามัว
หลายคนมองความวุ่นวายในสังคมที่มาพร้อมๆ กับความเจริญทางด้านวัตถุที่ชาวจีนกำลังประสบอยู่นี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การมีเรื่องราวมากขึ้นหนึ่งเรื่องยังไม่สู้การมีเรื่องราวน้อยลงสักเรื่อง เพราะเรื่องที่มากขึ้นมักเป็นเรื่องที่ไม่ดี ดังเห็นจากข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน
เพราะความเจริญใดๆ ย่อมสู้ความเจริญทางจิตใจของคนในสังคมมิได้!







