
หนี้สหรัฐพุ่ง15ล้านล้านเหรีญฟิทซ์เตือนสถาบันการเงินมะกันเสี่ยงหนัก
ระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐพุ่งขึ้นแตะ 15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐแล้ว หรือประมาณ 450 ล้านล้านบาท
ระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐพุ่งขึ้นแตะ 15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐแล้ว หรือประมาณ 450 ล้านล้านบาท
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐพุ่งขึ้นแตะ 15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐแล้ว หรือประมาณ 450 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 99% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐที่ตั้งเป้าไว้ในปี 2554 นี้ อันเป็นผลมาจากนักการเมืองของสหรัฐยังคงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการตัดลดค่าใช้จ่ายของรัฐได้
หนี้สาธารณะของสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 ส.ค. เมื่อสภาคองเกรสของสหรัฐบรรลุข้อตกลงขยายเพดานหนี้จาก 14.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 15.194 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ ยอดหนี้ที่พุ่งสูงเกินระดับ 15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ นั้นจะเพิ่มแรงกดดันให้คณะกรรมาธิการชุดพิเศษ ซึ่งรับผิดชอบตกลงรายละเอียดการตัดลดค่าใช้จ่าย จะต้องพยายามกำหนดแผนลดยอดขาดดุลจำนวนมหาศาลของสหรัฐให้เสร็จสิ้นก่อนถึงกำหนดเส้นตายในวันที่ 23 พ.ย. และสภาคองเกรสต้องอนุมัติภายในวันที่ 23 ธ.ค.
อย่างไรก็ตาม หากคณะกรรมาธิการพิเศษ ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ทันกำหนดเส้นตาย จะส่งผลให้สภาคองเกรสจำเป็นต้องตัดลดค่าใช้จ่ายโดยอัตโนมัติ ทั้งในรายจ่ายด้านการทหาร แต่ไม่รวมถึงประกันสังคมและประกันสุขภาพเป็นระยะเวลา 1 ปีต่อจากนี้ไป ซึ่งอาจส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐต้องชะลอตัว
วันเดียวกัน ฟิทช์ เรทติ้งส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดังของโลก ออกโรงเตือนบรรดาธนาคารและสถาบันการเงินรายใหญ่ของสหรัฐว่า อาจถูกปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือในระดับที่มีเสถียรภาพลง โดยให้เหตุผลว่า ธนาคารเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตหนี้ยุโรปที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
“ถ้าหากวิกฤตหนี้ยุโรปยังไม่ได้รับการแก้ไขในเวลาและวิธีการที่เหมาะสม ก็มีแนวโน้มว่าความน่าเชื่อถือของบรรดาธนาคารสหรัฐจะมืดมนลงเรื่อยๆ” ฟิทช์ ระบุ
โจเซฟ สกอต หนึ่งในผู้เขียนรายงานของฟิทช์ กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาบรรดาธนาคารของสหรัฐได้เพิ่มขนาดการค้าขายในยุโรป ในขณะที่ลดขนาดการให้กู้ยืม ดังนั้นวิกฤตหนี้ยุโรปที่ทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อรายได้จากตลาดทุนของธนาคาร ซึ่งมีรายได้จากยุโรปคิดเป็น 1 ใน 3 ของรายได้ทั้งหมดทีเดียว
ฟิทช์ ระบุอีกว่า ธนาคารรายใหญ่ระดับท็อปไฟว์ของสหรัฐมียอดเงินกู้ เงินฝาก และทรัพย์สินอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับธนาคารในฝรั่งเศสรวมทั้งสิ้น 1.14 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และธนาคารในฝรั่งเศสเหล่านั้นต่างก็ถือครองพันธบัตรที่มีความเสี่ยงสูงของรัฐบาลอิตาลีและกรีซอยู่เป็นจำนวนมากด้วย ดังนั้นหากวิกฤตหนี้ยุโรปลุกลามออกไปจากประเทศที่กำลังเผชิญปัญหาการเงิน อย่าง กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี โปรตุเกส และสเปน อาจจะส่งผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในสหรัฐได้
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ฟิทช์ได้ให้แนวโน้มที่จะถูกลดอันดับสถาบันการเงินต่างประเทศถึง 7 แห่ง ซึ่งรวมถึงธนาคารเพื่อการลงทุนชั้นนำของสหรัฐ 2 แห่ง อย่าง โกลด์แมน แซคส์ กรุ๊ป อิงก์ และมอร์แกน สแตนเลย์ ของสหรัฐ และสถาบันการเงินของยุโรปอีก 5 แห่ง ได้แก่ ดอยช์แบงก์ เอจี เครดิต สวิส บีเอ็นพี พาริบาส์ เอสเอ โซซิเยเต เจเนราล เอสเอ และบาร์เคลย์ส
ทั้งนี้ ภายหลังจากการประกาศเตือนของฟิทช์เกี่ยวกับการลุกลามของวิกฤตหนี้ยุโรป ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ของรัฐบาลฝรั่งเศสพุ่งขึ้นแตะระดับ 3.69% ซึ่งส่งสัญญาณให้เห็นว่า รัฐบาลฝรั่งเศสกำลังแบกภาระหนี้สินอยู่เป็นจำนวนมาก และอาจทำให้ฝรั่งเศสต้องสูญเสียอันดับความน่าเชื่อถือระดับสูงสุดที่ AAA ในอนาคตด้วย
นอกจากนี้ ทางด้านตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวดิ่งลงอย่างรุนแรง โดยหุ้นของธนาคารชั้นนำของสหรัฐอย่าง แบงก์ออฟอเมริกา และเจ.พี.มอร์แกน เชสแอนด์โค ปิดตลาดภาคบ่ายปรับตัวลดลง 3.7% ในขณะที่โกลด์แมน แซคส์ ดิ่งลง 4.1% และมอร์แกน สแตนเลย์ ลดลง 7.5%
ขณะเดียวกันดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ของสหรัฐ ปิดตลาดร่วงลง 190.57 จุด มาอยู่ที่ 11,905.59 จุด ขณะดัชนีเอส แอนด์ พี 500 ลดลง 20.90 จุด มาอยู่ที่ 1,236.91 จุด และดัชนีแนสแด็กดิ่งลง 46.59 จุด ที่ 2,639.61 จุด







