
ดันเอเชียกระตุ้นศก.โลก
เปิดม่านเอเปก สหรัฐกระตุ้นเอเชียเร่งกระตุ้นการบริโภค
เปิดม่านเอเปก สหรัฐกระตุ้นเอเชียเร่งกระตุ้นการบริโภค
เปิดม่านเอเปก สหรัฐกระตุ้นเอเชียเร่งช่วยเศรษฐกิจโลกทดแทนยุโรป
เปิดการประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) ที่โฮโนลูลู รัฐฮาวายของสหรัฐเมื่อ 11 พ.ย.นี้ สหรัฐ เจ้าภาพออกโรงกระตุ้นให้เอเชียเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่านี้เพื่อทดแทนให้กับเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตหนี้ในยุโรป
การประชุมดังกล่าว ได้รับการดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทางด้านประธานาธิบดีหูจิ่นเทา ของจีนเป็นผู้นำต่างชาติคนสุดท้ายที่เดินทางถึงฮาวาย ก่อนที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ จะเดินทางมาถึงเป็นคนสุดท้าย
ทั้งนี้ ในการประชุมระดับรัฐมนตรีคลังของเอเปกก่อนหน้าที่จะเปิดการประชุมสุดยอดในวันนี้ ทางด้าน ทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้เปิดเผยว่า ประเด็นสำคัญในที่ประชุมถูกครอบคลุมไปด้วยการหารือการสร้างสมดุลให้กับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกใหม่ตลอดไปจนถึงการเติบโตอย่างยั่งยืน
“เศรษฐกิจเอเชียจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นการเติบโตจากแรงซื้อภายในประเทศมากกว่านี้ เอเชียสามารถที่จะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลก ซึ่งในขณะที่เศรษฐกิจของเอเปกนั้นถือว่ามีความเสี่ยงที่สุดต่อภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ในขณะเดียวกัน เอเปกก็สามารถมีบทบาทสำคัญในการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกได้ และสร้างการเติบโตแห่งอนาคตที่มีความสมดุล แข็งแกร่ง และยั่งยืน” ไกธ์เนอร์ กล่าว
ทั้งนี้ เอเปก มีประเทศสมาชิกถึง 21 ประเทศ มีประชากรรวมกันคิดเป็น 40% ของประชากรทั่วโลก และมีขนาดของจีดีพีรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก อีกทั้งปริมาณการค้าภายในกลุ่มคิดเป็น 44% ของการค้าทั้งหมดของโลกทีเดียว
ท่าทีของรัฐมนตรีคลังสหรัฐครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่ทางด้านยุโรปได้ออกโรงเตือนว่า วิกฤตหนี้ที่กำลังร้อนระอุอยู่นั้นอาจจะดึงให้ยุโรปเข้าสู่ภาวะถดถอยรอบใหม่ได้ในไม่ช้านี้
ขณะเดียวกัน รายงานระบุว่า การประชุมสุดยอดเอเปกครั้งนี้คาดว่าประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐ จะเปิดเผยเค้าโครงข้อตกลงทางการค้าครั้งสำคัญ ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนมากขึ้นไปด้วย
ที่ผ่านมา สหรัฐได้ย้ำเสมอว่าจีนจะต้องเร่งลอยค่าเงินหยวนให้แข็งค่ากว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งการกดค่าเงินหยวนให้อ่อนค่ากว่าความเป็นจริงนั้นได้ทำให้สหรัฐเสียดุลการค้าจีนเป็นมูลค่ามหาศาลต่อเนื่อง ซึ่งสหรัฐมองว่าเป็นการทำการค้าที่ไม่เป็นธรรม
นอกจากนั้น สหรัฐยังกดดันให้จีนสร้างสมดุลการค้าใหม่ด้วยการพึ่งพาการบริโภคภายในของจีนมากขึ้น แทนที่จะพึ่งพาการส่งออกโดยเฉพาะตลาดสหรัฐเพียงอย่างเดียว







