
โลกต้อนรับสมาชิกคนที่7พันล้าน สัญญาณอันตราย มนุษยชาติเสี่ยงภัยพิบัติทางธรรมชาติ
นาทีนี้เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศกำลังเกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด และคอยภาวนาให้วิกฤต
นาทีนี้เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศกำลังเกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด และคอยภาวนาให้วิกฤต
ที่ยืดเยื้อยาวนานครั้งนี้ผ่านพ้นไปเสียที เพราะอุทกภัยครั้งเลวร้ายและรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 50 ปี กำลังสร้างความบอบช้ำให้กับคนไทยทั้งประเทศ
สื่อต่างชาติเองก็ได้ตีแผ่วิกฤตครั้งนี้ไปทั่วโลก ส่งผลให้ขณะนี้ผู้คนทั่วโลกพร้อมใจกันส่งกำลังใจมาให้คนไทยทุกคน ขณะเดียวกันหลายประเทศก็ได้ยื่นมือให้ความช่วยเหลือรัฐบาลไทยในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้เงินช่วยเหลือ การส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาวิเคราะห์สถานการณ์ หรือแม้แต่การลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย
แต่ท่ามกลางวิกฤตครั้งนี้ อีกฟากหนึ่งของโลกชาวตะวันตกต่างกำลังเฝ้ารอเหตุการณ์ครั้งสำคัญอย่างใจจดใจจ่อ ซึ่งเชื่อกันว่าจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้
วันจันทร์ที่ 31 ต.ค. 2554 อาจถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ว่า เป็นวันที่ประชาคมโลกจะได้ต้อนรับสมาชิกเผ่าพันธุ์มนุษย์คนที่ 7,000 ล้าน โดยทางองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) คาดการณ์ว่า ทารกที่จะลืมตาดูโลกคนนี้จะเกิดในทวีปเอเชีย เนื่องจากอัตราเกิดที่สูงลิ่วในภูมิภาคนั่นเอง
แม้อาจฟังดูเป็นข่าวดี แต่ก็อย่าลืมว่า สมาชิกคนที่ 7,000 ล้าน ก็มาพร้อมปัญหาอีก 7,000 ล้านข้อเช่นเดียวกัน
ขณะนี้โลกกำลังเผชิญกับภาวะการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงระยะเวลาเพียงแค่ 12 ปีนั้น จำนวนประชากรโลกได้เพิ่มขึ้นถึง 1,000 ล้านคน มาอยู่ที่ 6,900 ล้านคนในปัจจุบัน และผู้เชี่ยวชาญก็คาดว่า ภายในปี 2025 ตัวเลขนี้จะทะลุ 8,000 ล้านคน และสิ้นศตวรรษก็อาจพุ่งเป็น 1 หมื่นล้านคน
ตัวเลขเหล่านี้น่าตกใจอย่างยิ่ง เพราะอย่าลืมว่าในขณะที่คนกำลังเพิ่มขึ้น ทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำดื่ม และพลังงาน ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ก็ลดลงเรื่อยๆ ทุกปี
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเป็นห่วงขณะนี้ไม่ใช่ประเด็นเรื่องทรัพยากรที่ร่อยหรอแต่อย่างใด แต่ทุกคนกลับสนใจปัญหาที่ถูกมองข้ามมาโดยตลอด ปัญหาซึ่งเรียกได้ว่าเป็นภัยร้ายแรงที่มีอนุภาพทำลายสูง และหากไม่ได้รับการแก้ไข ก็จะนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้คนจำนวนมากมายมหาศาลอย่างแน่นอน
ปัญหาที่ว่านี้คือ ความเสี่ยงต่อการเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งมีสาเหตุจากจำนวนประชากรที่มากเกินไป หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ เมื่อคนมากขึ้น โอกาสที่จะต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติต่างๆ อาทิ อุทกภัย แผ่นดินไหว และภัยแล้งก็สูงขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนเหล่านี้อาศัยอยู่ในประเทศยากจน ซึ่งมีระบบการป้องกันและรับมือกับภัยธรรมชาติที่ไร้ประสิทธิภาพ
“จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่ปัญหาหลัก แต่ประเด็นสำคัญคือ คนเหล่านี้จะเกิด ณ ที่แห่งใดบนโลกใบนี้” ไบรอัน วอล์ช นักเขียนจากนิตยสารไทม์ กล่าว โดยมองว่าภัยที่แท้จริงคือ อัตราเกิดที่สูงในประเทศยากจนนั่นเอง
ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า ประชากรโลกที่จะเพิ่มขึ้นใน 2-3 ทศวรรษข้างหน้านี้ ส่วนใหญ่จะเกิดในภูมิภาคเอเชียใต้และทวีปแอฟริกา โดยคาดว่าช่วงกลางศตวรรษที่ 21 เมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่มากที่สุดในโลกจะอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย กรุงธากา ประเทศบังกลาเทศ หรือกรุงการาจี ประเทศปากีสถาน โดยเมืองเหล่านี้ก็ล้วนแต่เสี่ยงต่อการเกิดภัยธรรมชาติทั้งสิ้น หากพิจารณาเพียงแค่ปัจจัยด้านภูมิศาสตร์ที่ตั้ง
ไม่ว่าจะเป็นเหตุแผ่นดินไหวที่ตุรกีเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วราว 500 คน อุทกภัยครั้งใหญ่ในภูมิภาคเอเชียที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ หรือจะเป็นพายุหมุนนาร์กิส ซึ่งพัดถล่มพม่าเมื่อปี 2551 นักวิเคราะห์ชี้ว่า เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ คนจนมักจะตกเป็นเหยื่อมากที่สุด หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากที่สุด
สาเหตุแรก คือ คนยากจนมักอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อภัยธรรมชาติต่างๆ อาทิ บ้านเรือนซึ่งสร้างด้วยวัสดุคุณภาพต่ำ ซึ่งสามารถพังทลายได้อย่างง่ายดายเมื่อเกิดแผ่นดินไหว หรือพายุรุนแรง โดยภาพของอาคารบ้านเรือนซึ่งสร้างด้วยดินเหนียวพังถล่มลงมาจำนวนมาก ที่ตุรกีก็สามารถตอกย้ำสิ่งนี้ได้อย่างชัดเจน
อีกทั้งประเทศยากจนมักมีระบบป้องกันและรับมือกับภัยธรรมชาติที่มีคุณภาพต่ำเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว โดยหากพิจารณาตัวเลขผู้เสียชีวิตจากหายนภัยทางธรรมชาติในประเทศยากจนและกำลังพัฒนา จะพบว่าสูงกว่าในประเทศพัฒนาแล้วมากทีเดียว
ด้านเอ็ดเวิร์ด เบิร์ก นักสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยดัลลัสของสหรัฐ เปิดเผยว่า ประเทศร่ำรวยมักมีแหล่งข้อมูลที่ทันสมัย อาทิ ภาพถ่ายจากดาวเทียมและอุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอากาศต่างๆ อีกทั้งทางการยังสอนประชาชนให้เตรียมรับมือกับภัยธรรมชาติอยู่เสมอ ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุ ผู้คนก็จะอพยพโยกย้ายอย่างถูกวิธี ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตนั้นต่ำกว่า
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา บริษัท เมเปิลครอฟท์ บริษัทวิเคราะห์ความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมของอังกฤษ ได้จัดอันดับประเทศที่เสี่ยงภัยจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก
จากการศึกษาข้อมูลด้านต่างๆ ของ 193 ประเทศทั่วโลก อาทิ ความเสี่ยงต่อการเกิดภัยธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติ ความหนาแน่นของประชากร และความสามารถในการรับมือกับภัยธรรมชาติ เมเปิลครอฟท์ได้จัดอันดับประเทศเฮติ เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมากที่สุดในโลก ตามมาด้วยบังกลาเทศ ในส่วนของประเทศไทยนั้นติดอันดับที่ 37
สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับผลการศึกษานี้ คือประเทศในทวีปเอเชียและแอฟริกาติดอันดับมากที่สุด โดยเมเปิลครอฟท์นั้นให้เหตุผลว่า ประเทศที่ถูกจัดอันดับไม่ได้เพียงแต่เสี่ยงภัยต่อการเกิดภัยพิบัติธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นประเทศหรือเมืองซึ่งมีประชากรหนาแน่นและระบบจัดการภัยธรรมชาติที่ไร้ประสิทธิภาพ
ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า เสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวสูง แต่ญี่ปุ่นกลับไม่ติดโผสิบอันดับแรกด้วยซ้ำ เนื่องจากถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้า และมีระบบรับมือกับภัยธรรมชาติที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง
นอกจากนี้ อย่าลืมว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลกล้วนแต่มีความรุนแรงในระดับสูงทั้งสิ้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็เตือนว่าเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนนั่นเอง
ด้านจอห์น คาร์ ผู้อำนวยการด้านความยุติธรรม สันติภาพ และการพัฒนามนุษย์จากสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งสหรัฐ ระบุว่า ภาวะโลกร้อนนั้นเกิดจากการบริโภคที่มากเกินไป (Over Consumption) ซึ่งแน่นอนว่าเป็นผลมาจากจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น
เพราะด้วยจำนวนประชากรมนุษย์ที่มีมากเกินไป ทำให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง เเละผลของการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์ในทุกๆ ด้าน ก็ก่อให้เกิดปัญหามลพิษ ของเสียที่เพิ่มขึ้น เช่น การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของโรงงานอุตสาหกรรม
ดังนั้น ลองนึกภาพดูว่า ภัยธรรมชาติซึ่งเกิดจากน้ำมือเพื่อนมนุษย์กว่า 7,000 ล้านคน จะน่ากลัวและรุนแรงเพียงใด
นักวิทยาศาสตร์จึงได้แต่หวังว่า การเกิดของสมาชิกคนที่ 7,000 ล้านในวันพรุ่งนี้ จะเป็นเครื่องเตือนสติให้ชาวโลกหันมารณรงค์และช่วยกันให้ความรู้ประเทศที่ยากจนได้หันมาคุมกำเนิดและวางแผนครอบครัวมากขึ้น เพราะท้ายสุดแล้ว คนเหล่านี้ก็ตกเป็นเหยื่อความพิโรธของธรรมชาติ







