
ต่างชาติอัดอุทกภัยเอเชียเหตุพัฒนาก้าวกระโดด แต่ไร้การวางแผน
ต่างชาติเผย อุทกภัยเอเชียเป็นผลมาจากการพัฒนาที่มากเกินโดยขาดการวางแผนและควบคุมที่ดี ชี้กรุงเทพฯ
ต่างชาติเผย อุทกภัยเอเชียเป็นผลมาจากการพัฒนาที่มากเกินโดยขาดการวางแผนและควบคุมที่ดี ชี้กรุงเทพฯ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ต่างชาติเผย อุทกภัยเอเชียเป็นผลมาจากการพัฒนาที่มากเกินโดยขาดการวางแผนและควบคุมที่ดี ชี้กรุงเทพฯ เป็นเหยื่อของความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่สิ่งก่อสร้างขวางเส้นทางระบายน้ำ
เอพี รายงานว่า วิกฤตอุทกภัยที่กำลังเกิดขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชียขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา หรือปากีสถาน ล้วนแต่เป็นผลมาจากการมุ่งพัฒนาประเทศที่มากเกินไปในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมานี้ ส่งผลให้ภัยธรรมชาติซึ่งในอดีตนั้นเป็นเพียงแค่เหตุการณ์ธรรมดาปราศจากความรุนแรง บัดนี้ได้กลายเป็นมหันตภัยอันเลวร้ายที่สามารถสร้างความบอบช้ำและความเสียหายให้กับประเทศได้อย่างมหาศาล
ในอดีตเมืองหลวงของหลายประเทศในเอเชียล้วนแต่เป็นเมืองเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำสำคัญทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นโฮจิมินห์ กัลกัตตา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพฯ
“น้ำมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อวิถีชีวิตของชาวเอเชียในอดีต โดยเป็นทั้งแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งทำมาหากินและเส้นทางคมนาคมที่สำคัญ” อัสลาม เพอราวัส ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชียประจำกรุงเทพฯ กล่าว โดยมองว่าสังคมยุคก่อนสามารถอยู่อาศัยร่วมกับธรรมชาติได้โดยปราศจากปัญหาใดๆ ทั้งปวง อีกทั้งภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นไม่ได้มีความรุนแรงดังเช่นปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาประเทศต่างๆ ในเอเชียได้หันมาเร่งพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัยมากขึ้นตามชาติตะวันตก โดยอู่ข้าวอู่น้ำเหล่านี้ได้กลายมาเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ อีกทั้งมีการพัฒนาให้เป็นลักษณะของสังคมเมืองมากขึ้น กล่าวคือ สร้างเส้นทางคมนาคมและอาคารที่อยู่อาศัยที่มีความสูงใหญ่ทันสมัย โดยไม่ได้มีการคำนึงถึงสภาพภูมิประเทศ หรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมาเลย
ทั้งนี้ สื่อต่างชาติมองว่าประเทศไทยซึ่งกำลังเผชิญอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบกว่า 50 ปี เป็นตัวอย่างของประเทศที่ต้องประสบกับอุทกภัยอันเป็นผลมาจากการพัฒนาที่เร็วและมากเกินไปที่ชัดเจนที่สุด โดยกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรราว 40% ของประชากรทั้งประเทศ และเป็นศูนย์กลางของความ เจริญทางด้านอุตสาหกรรม การเงิน การคมนาคม และวัฒนธรรม กำลังตกเป็นเหยื่อของความก้าวหน้าของตนเองแท้ๆ
สาเหตุหลักที่ทำให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้ร้ายแรงกว่าครั้งก่อนๆ นั้นเป็นผลมาจากการพัฒนาอันไร้ซึ่งทิศทางและการควบคุมวางแผนที่ดี โดยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อาคารที่อยู่อาศัย นิคมอุตสาหกรรม และห้างสรรพสินค้าต่างๆ ได้ผุดขึ้นทั่วกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑลมากมาย โดยสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ได้ไปขวางเส้นทางการไหลของน้ำ ซึ่งตามธรรมชาตินั้นจะไหลลงสู่อ่าวไทย ส่งผลให้เกิดน้ำขังในหลายพื้นที่ และเกิดน้ำท่วมชุมชนที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก
อีกทั้งที่ผ่านมากรุงเทพฯ ยังได้มีการถมลำคลองและไร่นาจำนวนมากเพื่อสร้างถนนหนทาง และเพื่อขยายเมืองออกไปยังบริเวณรอบนอก ดังนั้นเมื่อแหล่งระบายน้ำสำคัญเหล่านี้ถูกทำลายลง การระบายน้ำจึงเป็นไปอย่างล่าช้า และในบางพื้นที่นั้นระดับน้ำไม่สามารถลดลงได้เลย
นอกจากนี้ การสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ในปริมาณที่มากเกินกว่าปริมาณที่ไหลลงสู่ชั้นน้ำบาดาลยังส่งผลให้เกิดการทรุดตัวของดิน โดยมีการเปิดเผยว่าพื้นดินบริเวณกรุงเทพฯ นั้นทรุดตัวมากถึงปีละ 0.82 นิ้ว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า ปัจจัยนี้ประกอบกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นในแต่ละปี จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยมากขึ้น และอาจทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ ต้องอยู่ในสภาพจมอยู่ใต้น้ำภายในกลางศตวรรษนี้
ดังนั้น นักวิเคราะห์จึงมองว่าไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่กรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับอุทกภัยครั้งร้ายแรง ซึ่งนับวันยิ่งส่อเค้าทวีความรุนแรงมากขึ้น
เมื่อเมืองซึ่งเป็นศูนย์กลางความเจริญทางด้านเศรษฐกิจได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุทกภัย ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนจึงมองว่าชาวกรุงเทพฯ อาจกลับไปสู่วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมสมัยยุคศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นลักษณะของการอยู่อาศัยในชุมชนที่เรียบง่ายริมน้ำ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าขณะนี้สายเกินไปแล้วที่ชาวกรุงเทพฯ หรือชาวเอเชียจะกลับไปสู่วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม โดยสิ่งเดียวที่ทำได้ขณะนี้ คือ การวางแผนป้องกันน้ำท่วมแบบยั่งยืน
วันเดียวกัน ทางด้านบริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ ได้ประกาศระงับการผลิตรถยนต์ในโรงงานที่มาเลเซียแล้ว เนื่องจากผลกระทบน้ำท่วมในประเทศไทยทำให้โรงงานผลิตในมาเลเซียประสบปัญหาขาดแคลนชิ้นส่วนรถยนต์ตามไปด้วย ซึ่งจะกระทบต่อการผลิตรถยนต์ใน 4 รุ่น ได้แก่ ซีวิค ซิตี้ แอคคอร์ด และซีอาร์วี แต่ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าการส่งมอบรถยนต์จะถูกเลื่อนออกไปนานเท่าใด
โยอิชิโร อูเอโนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของฮอนด้าในมาเลเซีย ระบุในแถลงการณ์ว่า บริษัทจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้กลับมาเริ่มกระบวนการผลิตใหม่อีกครั้งโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยบริษัทกำลังมองหาซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนรถยนต์จากประเทศอื่นๆ ไปก่อน จนกว่าบริษัทซัพพลายเออร์ในไทยจะกลับสู่ภาวะปกติ
ทั้งนี้ ฮอนด้า มาเลเซีย มีกำลังการผลิตรถยนต์ได้เต็มที่ 4 หมื่นคันต่อปี
วันเดียวกัน บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น ได้ประกาศระงับการทำงานล่วงเวลาในโรงงานผลิต 4 แห่งในจังหวัดไอจิ และโรงงานอีกหลายแห่งในเครือ ซึ่งรวมถึงบริษัท เซ็นทรัล มอเตอร์ และบริษัท คันโต ออโต เวิร์กส ส่งผลให้กำลังการผลิตรถยนต์ลดลงไปถึงราว 6,000 คันต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากการขาดแคลนชิ้นส่วนการผลิตจากปัญหาอุทกภัยในไทย







