
แง้มดูความน่าเป็น โอกาสน้ำท่วมใหญ่รอบ 200ปี
แม้ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่สุดของประเทศไทยในรอบ 5 ทศวรรษ จะพุ่งไปถึงกว่า 300 คน
แม้ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่สุดของประเทศไทยในรอบ 5 ทศวรรษ จะพุ่งไปถึงกว่า 300 คน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
แม้ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่สุดของประเทศไทยในรอบ 5 ทศวรรษ จะพุ่งไปถึงกว่า 300 คน ประชาชนได้รับผลกระทบนับล้านครัวเรือน และสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจเป็นวงเงินมหาศาลที่อาจสูงถึง 2% ของจีดีพี ทว่าที่สุดแล้วอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 50 ปีครั้งนี้ก็อาจจะ “ยังไม่ใช่” ภัยน้ำท่วมครั้งเลวร้ายที่สุดของพี่น้องชาวไทย
จากการเปิดเผยของเจอร์รี เวลาสเควซ เจ้าหน้าที่อาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของสำนักงานยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศเพื่อลดความเสี่ยงภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติ หรือ UNISDR ในเว็บไซต์เอลิร์ตเน็ตและวีโอเอนิวส์ ระบุว่า บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติของยูเอ็นต่างรู้สึกเป็นกังวลกันมากขึ้นว่า ปัญหาอุทกภัยครั้งรุนแรงในประเทศไทยและอีกหลายประเทศเพื่อนบ้านในขณะนี้ อาจเป็นเพียงแค่บททดสอบเบื้องต้น
เพราะอุทกภัยครั้งใหญ่หลวงยิ่งกว่านี้อาจตามมาอีกภายใต้โมเดล 100Year Flood
100Year Flood คือ การวางแผนรับมือภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ต่างๆ ที่อาจเกิดอุทกภัยซ้ำซาก และมีระดับความรุนแรงสูงขึ้น โดยเป็นการคาดการณ์ “ความน่าจะเป็น” หาค่าเฉลี่ยจากการรวบรวมข้อมูลในอดีต ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกต่างก็ใช้แนวทางดังกล่าว อาทิ สหรัฐ ออสเตรเลีย และเนเธอร์แลนด์ เพื่อวางแผนรับมืออุทกภัย รวมไปถึงการปลูกสร้างบ้านเรือนและสิ่งก่อสร้างในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ซึ่งตัวเลขก็แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ด้วย โดยมีระดับ 50Year Flood ไปจนถึง 10,000Year Flood
100Year Flood หรือ 1 in 100Year Flood อาจเป็นชื่อที่ฟังดูชวนสับสนว่า จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ชนิดทำลายล้างเพียงครั้งเดียวในรอบ 100 ปี และทำให้ประชาชนปลอดภัยไปอีก 99 ปีที่เหลือหรือไม่ หากน้ำท่วมประเทศไทยครั้งนี้เข้าข่ายตามที่นักวิชาการบอก หมายความว่า ประเทศไทยจะรอดพ้นน้ำท่วม (ใหญ่) ไปอีก 99 ปี ใช่หรือไม่
ความหมายที่แท้จริงของโมเดล หรือการหาค่าเฉลี่ยแบบนี้ คือ มีโอกาส 1 ใน 100 หรือราว 1% ที่จะเกิดน้ำท่วมสูงในระดับเท่ากับสถิติสูงสุดที่เคยมี หรือสูงทำลายสถิติที่เคยมีมาใน “ทุกๆ ปี” หรืออาจมาได้หลายครั้งในหนึ่งปี เทียบง่ายๆ ได้กับเหรียญ 2 ด้าน ที่มีโอกาสออกหัวหรือก้อย 50–50 ทุกครั้งที่โยน แต่เมื่อโยนเสร็จก็อาจได้ผลเป็นหัวตลอดการโยนทั้งสิบครั้งก็ได้
แน่นอนว่าภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ 100% รูปแบบของ 100Year Flood จึงเป็นเพียงการหาค่าเฉลี่ยคร่าวๆ ที่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะเกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นเมื่อไร
แต่ที่บอกได้คือ พื้นที่ของรูปแบบดังกล่าว มีโอกาสสูงที่จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ซ้ำซากทุกๆ ปี
สิ่งที่ตามมาในต่างประเทศ จึงเป็นการวางผังเมืองที่สอดรับตามความเสี่ยงน้ำท่วม ทั้งการวางแผนปลูกสร้างบ้าน สิ่งก่อสร้าง หรือการวางระบบวิศวกรรมเพื่อรับมือปัญหาน้ำท่วม โดยนับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งในแง่ของการสร้างความตื่นตัวในสังคม ทั้งในระดับประชาชน ภาครัฐ และภาคธุรกิจในการเตรียมมาตรการป้องกัน ลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
เช่น ที่สหรัฐ การจะสร้างบ้านหรือซื้อบ้านนั้น จะมีทางเลือกให้ว่าเจ้าของบ้าน หรือชุมชนนั้นๆ จะซื้อประกันน้ำท่วมของสำนักงานบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน (ฟีมา) ด้วยหรือไม่ โดยพิจารณาว่าบ้านอยู่ในข่าย 200Year Flood หรือ 100Year Flood หรือไม่ ซึ่งหากเกิดน้ำท่วม ก็จะได้รับค่าเคลมและความช่วยเหลืออื่นๆ จากรัฐด้วย
การคิดค้นรูปแบบหรือโมเดลต่างๆ เพื่อคาดการณ์ภัยน้ำท่วมใหญ่ในอนาคต เป็นผลมาจากมหันตภัยน้ำท่วมใหญ่ในอดีตที่เคยเกิดขึ้นหลายครั้งโดยปราศจากการเตรียมพร้อมรับมือ หรือการวางมาตรการเพื่อฟื้นฟูความสูญเสียโดยเร็ว ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแค่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรา แต่ยังรวมถึงภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก อาทิ เหตุน้ำท่วมใหญ่ในรัฐมิสซิสซิปปี ปี 1927 (Great Missipsippi Flood 1927)
เหตุน้ำท่วมใหญ่เมื่อ 84 ปีที่แล้วในสหรัฐ ที่ได้ชื่อว่าเป็นอุทกภัยที่ทำลายล้างมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ กินระยะทาง 7 หมื่นตารางกิโลเมตร พื้นที่น้ำท่วมลึกสุด 10 เมตร ทำให้มีผู้เสียชีวิต 246 คน ใน 7 รัฐ และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจถึงกว่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐ (มูลค่าในขณะนั้น)
จากการวัดระดับของน้ำท่วมในแง่ของความรุนแรงนั้น Catastrophic Flood คือมหันตภัยน้ำท่วมที่ถือว่าอยู่ในขั้นรุนแรงท่าสุด โดยสามารถเกิดขึ้นในทุกๆ 100–200 ปี ขณะที่น้ำท่วมแบบ Prominent Flood มีโอกาสเกิดขึ้นทุกๆ 55–100 ปี และ Raging Flood มีโอกาสเกิดขึ้นในทุกๆ 10–50 ปี
ขณะเดียวกันหลายคนก็อาจไม่รู้ว่าภาวะน้ำท่วม (Flood) นั้น มีความแตกต่างจากน้ำท่วมฉับพลัน (Flash Flood) จากระดับการไหลของน้ำที่รวดเร็วกว่า ก่อให้เกิดผลกระทบทันทีกว่า และอาจสร้างความเสียหายได้มากกว่าน้ำท่วมปกติ นอกจากนี้ก็ยังมีน้ำท่วมอีกหลายประเภท ได้แก่
น้ำท่วมจากระดับแม่น้ำเพิ่มสูง (Riverine) ซึ่งยังแบ่งเป็นแบบรวดเร็วจากการปล่อยน้ำในเขื่อน หรือแบบช้าจากภูเขาน้ำแข็งที่หลอมเร็วผิดปกติ
น้ำท่วมจากน้ำทะเลหนุน (Estuarine/Coastal) หรือภาวะที่น้ำทะเลหนุนสูงดันน้ำเข้าสู่ปากแม่น้ำสูงขึ้น ซึ่งอาจเคยได้ยินกันในคำว่า Strorm Surge
น้ำท่วมระดับหายนภัย (Catastro phic) หรือระดับที่เกิดความเสียหายรุนแรงมากเป็นวงกว้าง โดยอาจเกิดจากภาวะที่ไม่พึงประสงค์ เช่น แผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟระเบิด และส่งผลทำให้เขื่อนแตก
น้ำท่วมดินโคลนถล่ม (Muddy) เกิดจากน้ำท่วมในแถบภูเขาโดยที่ไม่มีต้นไม้เป็นเกราะกำบัง ทำให้เกิดการชะล้างหน้าดินขนาดใหญ่ติดไปด้วยเกิดเป็นดินหรือโคลนถล่ม
ผู้เชี่ยวชาญของยูเอ็น กล่าวว่า เหตุน้ำท่วมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้วันนี้ตรงกับรูปแบบโมเดล 100Year Flood ซึ่งหมายความว่าอาจจะเกิดน้ำท่วมในระดับที่รุนแรงเช่นนี้ หรือมากกว่านี้ขึ้นได้ในอนาคต และเมื่อทราบเช่นนี้แล้วภาคเอกชนก็ควรเตรียมพร้อมรับมือให้มากขึ้น หลังจากที่ยังไม่ได้เรียนรู้ดีพอจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิ ที่ถล่มพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน เวลาสเควซ ยังระบุว่า จากการวิเคราะห์ประเมินภัยพิบัติของยูเอ็นยิ่งพบความน่ากังวลมากขึ้น ว่าสถานการณ์น้ำท่วมในไทยขณะนี้ อาจเป็นเพียงแค่การโหมโรงไปสู่น้ำท่วมขั้นหายนะในอนาคตก็เป็นได้ คำถามที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือ มีการคาดการณ์ถึงน้ำท่วมระดับมหันตภัย (Catastrophic Flood) ซึ่งจะเกิดขึ้นทุกๆ 200 ปีแม้สถานการณ์ในวันนี้จะรุนแรงขั้นมหันตภัยย่อยๆ อย่างหนึ่งแล้ว แต่เป็นความรุนแรงที่หนักที่สุดแล้วหรือยัง
และโดยส่วนตัวแล้ว เจ้าหน้าที่ของยูเอ็นก็เชื่อว่ามหันตภัยครั้งร้ายแรงที่ว่านั้น ยังมาไม่ถึง...
เพราะแม้แต่ในสหรัฐก็ยังเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในแถบแม่น้ำมิสซิสซิปปีขึ้นหลายครั้งตั้งแต่ปี 1927 1993 และ 2011 ในปัจจุบัน โดยครั้งล่าสุดมีปัจจัยธรรมชาติอย่างพายุลูกใหญ่สองลูก ที่ทำให้เกิดฝนตกอย่างหนักในแถบนี้และเกิดเป็นน้ำท่วมถล่ม 7 รัฐ ตั้งแต่ มลรัฐอิลลินอยส์ มิสซูรี เคนตักกี เทนเนสซี อาร์คันซอ มิสซิสซิปปี และลุยเซียนา จนต้องมีการประกาศพื้นที่ภัยพิบัติในบางส่วน ท่ามกลางผู้เสียชีวิต 383 คน และได้รับการระบุให้เป็น 500Year Flood ที่แม้โอกาสความเป็นไปได้เกิดขึ้นจะมีน้อยลง แต่ระดับความรุนแรงนั้นกลับเพิ่มขึ้นมาก
ถึงเวลาที่เราจะเตรียมตัวรับ “ความเป็นไปได้” เหล่านี้กันหรือยัง







