
ปีแห่งการประท้วง
ปี2554 นี้อาจเรียกได้ว่าเป็นปีแห่งการลุกฮือขึ้นมาประท้วงของประชาชนครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์โลกครั้งหนึ่งก็ว่าได้
ปี2554 นี้อาจเรียกได้ว่าเป็นปีแห่งการลุกฮือขึ้นมาประท้วงของประชาชนครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์โลกครั้งหนึ่งก็ว่าได้
โดยการประท้วงนั้นเริ่มปะทุขึ้นมาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง และลุกลามไปยังกลุ่มประเทศตะวันตกอย่างยุโรปและสหรัฐ และแม้แต่ในเอเชียเองก็มีการลุกฮือขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลบ้างในบางประเทศ แต่ก็ถือว่ายังไม่มากนักเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศก่อนหน้านั้น
สำนักข่าวรอยเตอร์สได้ลงบทความกึ่งรายงานกึ่งวิเคราะห์เอาไว้ว่าสองการประท้วงนี้มีความคล้ายคลึงกันอยู่มาก โดยอ้าง จอร์จ เมสัน แห่งมหาวิทยาลัยโกลด์สโตน ให้ความเห็นว่า การประท้วงในอาหรับกับในตะวันตกมีจุดร่วมที่คล้ายคลึงกัน นั่นก็คือเรื่องของสัดส่วนของจำนวนประชากร
เมสัน กล่าวว่า การเติบโตของจำนวนคนหนุ่มสาวในอาหรับมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เนื่องจากคนกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความผิดหวังต่อรัฐบาลเผด็จการที่ไม่สามารถหยิบยื่นโอกาสที่ดีในชีวิตให้กับประชาชน ดังนั้นจึงเกิดการแสดงพลังของมวลชนออกมาในรูปแบบการประท้วงดังกล่าว
ส่วนในตะวันตกนั้น การเพิ่มจำนวนสัดส่วนของประชากรคนสูงอายุ ส่งผลให้รัฐบาลต้องนำเงินภาษีทั้งหมดไปดูแลคนเหล่านี้ จนส่งผลให้ทรัพยากรต่างๆ ของรัฐไม่เพียงพอต่อการนำไปสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ และเมื่อการเจริญเติบโตถดถอยลงไป การสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับกลุ่มคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่จึงหดหายตามไปด้วย
ด้าน แจ็ค โกลด์สโตน แห่งมหาวิทยาลัยจอร์จ เมสัน ให้ความเห็นว่า กระแสการประท้วงอาจกินเวลายืดเยื้อต่อไปเป็นเวลานาน เพราะเมื่อสิ่งที่ผู้ประท้วงเรียกร้องสามารถบรรลุความต้องการได้จริง
แต่สิ่งที่จะมาทดแทนหลังจากนั้นกลับสร้างความผิดหวังมากยิ่งขึ้นไปอีก โดยยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นในอียิปต์ที่ภายหลังการโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการของมูบารักลง แต่รัฐบาลชั่วคราวที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาหลังจากนั้นกลับมีแนวโน้มว่าจะเลวร้ายกว่ารัฐบาลมูบารักเสียอีก







