เมื่อ..ระฆังวิวาห์ลั่น
การแต่งงานถือเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตคู่ที่ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงต่างเป็นผู้กุมบังเหียนในการขับเคลื่อนครอบครัวใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นให้ก้าวไปข้างหน้า
การแต่งงานถือเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตคู่ที่ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงต่างเป็นผู้กุมบังเหียนในการขับเคลื่อนครอบครัวใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นให้ก้าวไปข้างหน้า
แต่กว่าที่คนสองคนจะคบหาดูใจและตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะระหว่างทางย่อมมีอุปสรรคนานัปการที่คอยท้าทายความมั่นคงทางจิตใจของคนสองคนมาโดยตลอด
เมื่อเอ่ยถึงเจ้าสาวและเจ้าบ่าวก็ย่อมมีงานแต่งงานที่จัดขึ้นเพื่อเป็นสักขีพยานความรักระหว่างคนที่ความรักกำลังสุกงอมและพร้อมจะลั่นประตูวิวาห์ เราลองไปดูกันว่าวิวัฒนาการของรูปแบบการแต่งงานในหมู่ชาวจีนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับห้าพันปี จะเกิดการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด
เล่ากันว่าพิธีแต่งงานที่เก่าแก่ที่สุดของจีนเป็นการแต่งงานระหว่างฝูซีกับหนี่วา ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นพี่ชายกับน้องสาว ย้อนกลับไปในยุคบรรพกาลเกิดอุทกภัยร้ายแรง ทำให้มนุษย์และสัตว์บนโลกต่างจมน้ำตายกันไปหมด เหลือแต่พี่น้องสองคนนี้ เทพไท่ไป๋จินให้พวกเขาแต่งงานกันเพื่อที่จะมีบุตรหลานสืบทอดต่อกันไป แต่ทั้งสองต่างปฏิเสธเพราะเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน ทว่าหากไม่ทำเช่นนี้มนุษย์เราก็จะสูญพันธุ์ พวกเขาทั้งสองจึงเสนอว่า หากนำไม้ไผ่หลายๆ ข้อมาต่อจนเป็นแท่งเดียวกันได้จะยอมแต่งงานกัน เทพองค์นี้ก็ทำได้สำเร็จ แต่ทั้งสองยังคงยืนกรานที่จะไม่แต่งงาน และยื่นเงื่อนไขใหม่ให้ผลักแผ่นโม่หิน 2 แผ่นจากบนภูเขา 2 ลูกลงมาบนพื้น หากทำให้หิน 2 แผ่นนี้ประกบกันได้ก็จะยอมแต่งงาน แต่พอทำสำเร็จพวกเขาก็ยังไม่ยอมเช่นเดิม
หนี่วาจึงออกอุบายว่า หากฝูซีสามารถวิ่งไล่จับเธอได้จะยอมแต่งงาน ตอนแรกฝูซีจับเธอไม่ได้ มีเต่าตัวหนึ่งสอนให้ฝูซีไล่จับเธอจากภูเขาอีกด้านหนึ่ง เมื่อหนี่วาไม่ได้ป้องกันตัวจึงถูกฝูซีอุ้มไว้ในอก ท้ายที่สุดพวกเขาก็ต้องแต่งงานกัน ชาวจีนต่างเชื่อกันว่าพิธีแต่งงานของเขาทั้งคู่เป็นพิธีที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดของจีน
ด้วยความที่เป็นดินแดนซึ่งประกอบไปด้วยหลากหลายชนเผ่า จึงมีความเชื่อและธรรมเนียมปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไป ธรรมเนียมบางอย่างในวัฒนธรรมแต่งงานแบบโบราณจำนวนไม่น้อยได้เลือนหายไปในสังคมปัจจุบัน
ยกตัวอย่างเช่นธรรมเนียมปฏิบัติแบบดั้งเดิมของชาวจีน หัวหน้าครอบครัวของฝ่ายเจ้าสาวจะสาดน้ำสะอาด 1 ชาม หลังจากที่รถเจ้าสาวเคลื่อนตัวออกไป เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นว่าลูกสาวของตนกลายเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัวอื่นแล้ว เปรียบเหมือนน้ำที่สาดออกไป เอากลับคืนมาไม่ได้ สะท้อนให้เห็นถึงสังคมที่ให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เพราะเมื่อแต่งงานไปฝ่ายเจ้าสาวก็เป็นช้างเท้าหลังคอยปฏิบัติตามที่สามีชี้นำ ดังนั้นสังคมที่เต็มไปด้วยการเรียกร้องความเท่าเทียมกันของเพศชายและเพศหญิงเฉกเช่นทุกวันนี้ สัญลักษณ์ดังกล่าวจึงค่อยๆ เลือนลางไปอย่างเห็นได้ชัด
ก่อนที่จะมีพิธีแต่งงาน ชาวฮั่นนิยมนำวันเดือนปีเกิดมาคำนวณว่าชีวิตคู่จะไปด้วยกันได้หรือไม่ ธรรมเนียมเช่นนี้ยังคงยึดปฏิบัติกันในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเลที่ยังมีความเชื่อแบบดั้งเดิม และกลายเป็นกระบวนการสำคัญที่ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกันว่าขาดไม่ได้
เมื่อดูฤกษ์งามยามดีแล้วก็จะมีขั้นตอนต่างๆ ตามมาอีกมากมาย จนบางครั้งดูมากเกินความจำเป็น สร้างความลำบากใจให้แก่ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงที่เตรียมจัดงานแต่งงานอย่างมาก แม้กระทั่งหลังพิธีแต่งงานหญิงชาวฮั่นในยุคโบราณยังต้องกลับมาเยี่ยมบ้านตัวเองในวันที่ 3, 6, 7, 9 และ 10 รวมถึงวันครบเดือน พร้อมนำของขวัญติดไม้ติดมือมาด้วย การกลับมาเยี่ยมเยียนพ่อแม่และญาติมิตรที่เคยอยู่ร่วมชายคาเดียวกันมา ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของพิธีแต่งงานแบบโบราณของชาวจีน
ธรรมเนียมปฏิบัติเช่นนี้มีไว้เพื่อให้ลูกสาวไม่ลืมบุญคุณที่พ่อแม่เคยเลี้ยงดูอุ้มชูกันมาด้วยความยากลำบาก และให้ลูกสาวแสดงความกตัญญูกตเวทีแก่บุพการี โดยทั่วไปฝ่ายหญิงจะจัดโต๊ะเลี้ยงหลังจากที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่เพิ่งแต่งงานหมาดๆ ร่วมงานแล้ว ก็กลับบ้านหรือสามารถค้างแรม 12 คืน แต่จะต้องนอนแยกกัน
นอกจากนี้ยังมีในส่วนของข้อห้ามเกี่ยวกับพิธีแต่งงานอีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการห้ามไม่ให้สะใภ้คนอื่นๆ ของบ้านเจ้าสาวร่วมในช่วงที่รถเจ้าบ่าวมารับ เพราะคำว่า “สะใภ้” ในภาษาจีนมีเสียงพ้องกับคำที่มีความหมายว่า “โดดเดี่ยว” หรือ “กวาด” ซึ่งล้วนแต่เป็นความหมายที่ไม่เป็นมงคล ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือกำลังไว้ทุกข์ก็ห้ามร่วมงานในช่วงที่รถเจ้าบ่าวมารับเจ้าสาวเช่นกัน ที่สำคัญ ห้ามแตะต้องเสื้อผ้าหรือของใช้ที่จะนำติดตัวเจ้าสาวไปด้วย เพราะถือเคล็ดว่าไม่เป็นมงคล
แน่นอนว่าขณะที่เจ้าสาวกำลังออกจากบ้านไปเข้าพิธี ย่อมเกิดความอาลัยอาวรณ์สมาชิกในครอบครัวจนถึงกับน้ำตาไหลพราก แต่ก็ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับกันโดยทั่วไป (บางพื้นที่ถึงกับคิดว่าเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ) แต่หลังจากที่เจ้าสาวไปถึงบ้านเจ้าบ่าวแล้วต้องหยุดร้องไห้ มิเช่นนั้นจะถือว่าไม่เป็นมงคล
ภายในระยะเวลา 4 เดือนหลังการแต่งงาน ไม่ให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวไปร่วมงานมงคล งานอัปมงคล เพื่อป้องกันไม่ให้ดวงไม่ดี หรือไม่แต่งงานในเดือน 7 (ตามปฏิทินจันทรคติของจีน) เพราะเชื่อกันว่าเป็นเดือนปล่อยผี และไม่กล่าวคำว่าพบกันใหม่หลังจากที่มีการตกลงหมั้นหมายกันทั้งสองฝ่าย เพราะอาจเป็นนิมิตหมายของการแต่งงานใหม่อีกครั้ง
ถึงมีความเชื่อของชาวจีนบางกลุ่มที่ว่าแขกผู้มาร่วมงานไม่ควรเกิดในนักษัตรเสือ เพราะเสือเป็นสัตว์ที่ทำร้ายคน หากให้คนในนักษัตรดังกล่าวมาร่วมงานอาจสร้างความร้าวฉานและทำให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวมีบุตรยาก
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้มีความซับซ้อนในรายละเอียด และไม่เข้ากับสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขันในยุคปัจจุบัน ดังนั้นรูปแบบการแต่งงานของชาวจีนยุคใหม่จึงมีความรวบรัดและไม่ลงลึกในรายละเอียด ถึงกับมีบางคู่เลือกจดทะเบียนสมรสและจัดเลี้ยงกันเฉพาะหมู่ญาติสนิทมิตรสหายเป็นอันเสร็จพิธีก็มี
การแต่งงานก็เป็นเพียงพิธีกรรมที่ป่าวประกาศให้ทุกคนทราบโดยทั่วกันว่า บัดนี้ ชายหญิงคู่หนึ่งกำลังจะเริ่มสร้างครอบครัวอย่างเป็นทางการนั่นเอง!


