
จับตาเบอร์ลิน
ตลาดหุ้นทั่วโลกหายใจหายคอกันขึ้นมาได้บ้างแล้ว หลังจากที่ยุโรปดูมีท่าทีเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาบ้างที่จะแก้ปัญหาวิกฤตหนี้
ตลาดหุ้นทั่วโลกหายใจหายคอกันขึ้นมาได้บ้างแล้ว หลังจากที่ยุโรปดูมีท่าทีเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาบ้างที่จะแก้ปัญหาวิกฤตหนี้
โดย..ธนพล ไชยภาษี
เรียกได้ว่า พอปัญหาจวนตัว ก็ต้องรีบวิ่งมาคุยกันเป็นจริงเป็นจังมากขึ้นนั่นเอง
สรุปแล้วการแก้ปัญหาของยุโรปในขณะนี้นั้นไม่ได้มุ่งไปที่กรีซอีกแล้ว โดยจะหันไปทุ่มการสร้างเกราะป้องกันให้กับภาคการเงินของยุโรปเป็นสำคัญ
กรีซ จะหนี้เน่าหรือไม่เน่า ไม่ใช่สาระสำคัญอีกต่อไป
เพราะอย่างไรเสีย ถึงกรีซจะรอดจากการเป็นหนี้เน่าในกลางเดือนนี้ แต่ก็ยังมีหนี้ครบกำหนดชำระงวดต่อไปอีก ดังนั้นหลายฝ่ายจึงเริ่มเห็นว่ากรีซจะเป็นหนี้เน่าแน่นอน เพียงแต่ขึ้นอยู่กับว่าจะเมื่อไหร่เท่านั้นเอง จะกลางเดือนนี้ หรือเดือนหน้า หรืออีก 3 เดือนถัดไป
การป้องกันจึงหันมาเน้นที่การสร้างความเข้มแข็งให้กับระดับการเงินมากกว่า โดยบรรดาเจ้าหน้าที่ผู้กำหนดนโยบายของยุโรปเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการเพิ่มทุนให้กับภาคธนาคารกันมากขึ้น
ตรงนี้แหละครับที่สำคัญกว่านายกรัฐมนตรี แองเกลา แมร์เกิล เรียกประชุมด่วนเมื่อคืนที่ผ่านมาที่เยอรมนี
ซึ่งจะมีบรรดานายหัวของภาคการเงินยุโรปทั้งหลายมาระดมสมองกัน ทั้งนายฌอง โคลด ตริเชต์ ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป นางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ นายโรเบิร์ต โซลลิก ประธานธนาคารโลก ผู้แทนจากกลุ่มประเทศองค์กรเพื่อการพัฒนาและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) และผู้แทนจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือ จี20
ทั้งหมดจะรวมตัวกันที่กรุงเบอร์ลิน ของประเทศเยอรมนีครับ
โลกต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า ผลการประชุมในครั้งนี้จะออกมาอย่างไร ยุโรปจะงัดมาตรการใดออกมาบ้างเพื่อปกป้องภาคการเงินจากวิกฤตหนี้ในครั้งนี้
หนึ่งในตัวเลือกที่มีความเป็นไปได้ก็คือ อาจจะมีการซื้อคืนพันธบัตรที่มีความเสี่ยงจากธนาคารพาณิชย์ต่างๆ โดยเฉพาะพันธบัตรของกรีซ ที่เสี่ยงจะเป็นหนี้เสียสูง วิธีการนี้สหรัฐเคยนำมาใช้แล้วเมื่อครั้งวิกฤตการเงินปี 2008
เพียงแต่ว่าการเข้าซื้อพันธบัตรเหล่านั้นจะผ่านช่องทางใด ถ้าจะผ่านช่องทางของกองทุนเพื่อเสถียรภาพทางการเงินของยุโรป (อีเอฟเอสเอฟ) ในขณะนี้ก็ยังผ่านการรับรองขยายกองทุนเป็น 4.4 แสนล้านยูโรยังไม่เสร็จ และคาดว่า 4.4 แสนล้านยูโรนั้นจะไม่พอเสียด้วย
แต่น่าสังเกตว่า ธนาคารกลางยุโรปซึ่งตามปกติจะแยกเป็นอิสระจากภาคการเมืองนั้น อาจจะเข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหามากขึ้นกว่าเดิม
เพราะจะรีดเอาเงินจากชาติสมาชิกยูโรโซนมาช่วยแก้ปัญหานั้นดูเหมือนว่าน่าจะถูกต่อต้านไม่น้อยจากแต่ละประเทศ
ยิ่งตอนนี้กระแสการต่อต้านวอลสตรีต ต่อต้านการนำเงินภาษีของประชาชนมาอุ้มภาคเอกชนยิ่งทวีความร้อนแรงมากขึ้นอยู่ด้วยครับ







