
ไอเอ็มเอฟ จ่อขายทองตลาดเปิดกูรูชี้ 2010 ลงทุนทองคึกคักยาว
โพสต์ทูเดย์
— ทองคำโลกตื่นตัวหลังไอเอ็มเอฟประกาศขายทองล็อตใหม่ สมาคมค้าทองคาด 2010 ทองยังฮอตตลอดทั้งปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แถลงเมื่อวันที่ 18 ก.พ. ว่า พร้อมขายทองคำสำรองล็อตล่าสุด 191.3 ตัน ออกสู่สาธารณชนในตลาดเปิด เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากการปล่อยกู้เพียงอย่างเดียว ซึ่งจากการคำนวณบนฐานราคาเมื่อวันที่ 17 ก.พ. คาดว่าไอเอ็มเอฟจะได้เงินเกือบ 6,900 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.2 แสนล้านบาท) ซึ่งสัญญาณดังกล่าวส่งผลให้ราคาทองล่วงหน้าลดฮวบทันที เนื่องจากวิตกว่าปริมาณทองคำที่เข้าสู่ตลาดมากขึ้นจะฉุดราคาให้ลดลง
แถลงการณ์ระบุว่า ไอเอ็มเอฟจะเริ่มต้นการจำหน่ายทองสู่ตลาดเปิด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการขายทองคำ 403.3 ตัน ที่ได้รับการอนุมัติตั้งแต่เมื่อเดือนก.ย. 2552 ที่ผ่านมา และนับเป็นการเปิดขายทองสู่ตลาดเปิดหรือสู่สาธารณชนทั่วไปเป็นครั้งแรก
อย่างไรก็ดี เพื่อป้องกันความผันผวนของตลาดมากจนเกินไป ไอเอ็มเอฟได้ย้ำว่าจะเปิดเผยช่วงเวลาการขายที่ชัดเจนอีกครั้ง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม
ก่อนหน้านี้ ไอเอ็มเอฟได้ประกาศขายทองไปแล้วบางส่วนรวม 212 ตัน โดยเป็นการขายแบบตลาดปิดให้กับรัฐและหน่วยงานของรัฐเท่านั้น อาทิ ธนาคารกลางซึ่งเป็นสมาชิก 186 ชาติในไอเอ็มเอฟ โดยขายให้กับธนาคารกลางอินเดียเป็นรายแรก 200 ตัน ตามมาด้วยธนาคารกลางมอริเชียส 2 ตัน และธนาคารกลางศรีลังกา 10 ตัน
ไอเอ็มเอฟระบุว่า การขายทองคำในช่วงแรก 212 ตัน เป็นเงิน 7,200 ล้านบาทนั้น (ราว 2.3แสนล้านบาท) ได้กำไรถึง 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.48 แสนล้านบาท) เมื่อเทียบกับราคาขณะที่ได้รับการอนุมัติขายซึ่งอยู่ที่ 1,050 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ก่อนที่ราคาจะร่วงลงมาอยู่ที่ออนซ์ละ 850 เหรียญสหรัฐ ในเวลาต่อมา
ข่าวการเตรียมขายทองสู่ท้องตลาดเปิดเป็นครั้งแรก ส่งผลให้ราคาทองคำล่วงหน้า งวดส่งมอบเดือนเม.ย. ในตลาดโคเม็กซ์ สหรัฐ ดิ่งฮวบลงทันที 1.3% มาอยู่ที่ 1,107 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์
ขณะที่ราคาทองในตลาดฮ่องกง วันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็ปิดลดลง 22.8 เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 1,098.70
–1,099.70 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เนื่องจากนักลงทุนวิตกว่าปริมาณทองคำที่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น จะฉุดราคาทองให้ลดลงมาอย่างไรก็ตาม วันเดียวกัน สมาคมทองคำโลก (ดับเบิลยูจีซี) ระบุว่า การลงทุนทองคำในกลุ่มประเทศฝั่งตะวันตกจะยังคงคึกคักอยู่ในปี 2553 นี้ เนื่องจากปัจจัยของเศรษฐกิจโลก แม้ว่าตัวเลขปริมาณความต้องการทองคำในปี 2552 ที่ผ่านมาจะร่วงไปถึง 11% อยู่ที่ 3,385.8 ตัน เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าก็ตาม
“
ไม่ว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจจะก่อให้เกิดแรงบวกหรือลบ ในปี 2553 นี้ เราก็เชื่อว่าความต้องการลงทุนทองคำในฝั่งตะวันตก จะยังคงไปได้ดีอยู่ เพราะหากเศรษฐกิจโลกจะสะดุดตัวลง นักลงทุนตะวันตกก็จะกระจายความเสี่ยงด้วยการเข้าไปลงทุนทองคำ แต่หากเศรษฐกิจดี ภาวะเงินเฟ้อก็จะขยับขึ้นมาเป็นความกังวลใหม่ ซึ่งทำให้หลายคนหันไปลงทุนในทองเช่นกัน” สมาคมกล่าวขณะที่บรรยากาศการลงทุนทองคำในซีกโลกอื่นๆ นั้น อาจขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องราคาทองเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ดี แม้จะมีการลงทุนในทองที่เพิ่มขึ้น ทว่าก็มีโอกาสอยู่สูงที่จะเห็นราคาทองผันผวนโดยลดลงหนักได้เช่นเดียวกัน
สำหรับความต้องการทองรูปพรรณและทองในอุตสาหกรรมนั้น คาดว่าอาจลดลงในฝั่งตะวันตก เนื่องจากปัจจัยภาวะว่างงานและปัญหางบประมาณขาดดุลในหลายประเทศ ทว่าจะไม่เป็นปัญหาในซีกโลกอื่นๆ
ทั้งนี้ ราคาทองคำได้ทะยานขึ้นทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่แล้วที่ 1,226.56 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2552 เนื่องจากปัจจัยเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่า ทำให้นักลงทุนหลายฝ่ายต้องการกระจายความเสี่ยงการลงทุนไปที่ทองคำแทน ทว่าจนถึงปัจจุบัน ราคาทองได้ดิ่งลงมาอย่างต่อเนื่อง







