posttoday
กรีซ หายนะประชานิยม

กรีซ หายนะประชานิยม

02 ตุลาคม 2554

กรีซ อดีตศูนย์กลางอาณาจักรกรีกโบราณอันยิ่งใหญ่ แต่ในวันนี้ 18 เดือนที่ผ่านมา

กรีซ อดีตศูนย์กลางอาณาจักรกรีกโบราณอันยิ่งใหญ่ แต่ในวันนี้ 18 เดือนที่ผ่านมา

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

กรีซ อดีตศูนย์กลางอาณาจักรกรีกโบราณอันยิ่งใหญ่ แต่ในวันนี้ 18 เดือนที่ผ่านมา กรีซถูกมองว่าเป็นตัวปัญหาหลักของโลก จากการป่วยไข้จากพิษหนี้สาธารณะ ที่กำลังสร้างความหวาดผวาไปทั่วว่า ในที่สุดกรีซจะเป็นหนี้เน่า ในที่สุดปัญหาหนี้จะลุกลามไปยังทั่วยุโรป ในที่สุดจะทำให้ยุโรปดิ่งเหว และในที่สุดปัญหานี้จะฉุดให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงก่อนเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว กรีซมีระดับหนี้สาธารณะสูงถึง 127% ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) แต่แม้ว่าจะได้รับเงินช่วยเหลือก้อนแรก 1.1 แสนล้านยูโร จากกองทุนไอเอ็มเอฟและสหภาพยุโรป ในเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว ระดับหนี้สาธารณะของกรีซกลับไม่ลดลงแต่อย่างใด แต่พุ่งทะลุไปถึง 160% ของจีดีพีเมื่อสิ้นปีที่แล้ว และการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกรีซในวันนี้ สูงถึง 15.4% ของจีดีพี สูงกว่าเพดานที่กลุ่มยูโรโซนกำหนดไว้ถึง 5 เท่าตัว

ในปี 2010 เศรษฐกิจของกรีซถดถอยลง 4.4% และในปีนี้คาดว่าจะถดถอยลงอีก 3.8% รวมไปถึงปีหน้าด้วย ระดับหนี้สาธารณะของกรีซจะพุ่งทะลุ 166% ในปีนี้พันธบัตรกรีซระยะ 2 ปี มีผลตอบแทนพุ่งไปถึง 26% นั่นคือสุดยอดแห่งความเสี่ยงต่อการลงทุน

เพราะความไร้วินัยทางการคลัง การใช้งบประมาณเกินตัว ดูเหมือนว่าองค์ประกอบที่เด่นชัดที่สุดแห่งความล้มเหลวของเศรษฐกิจนั้นจะไม่ได้เป็นเพราะเหตุผลทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ปัญหา “การเมือง” คือสาเหตุปัจจัยหลักที่น่ากลัวที่สุดที่ทำให้กรีซจากประเทศที่เคยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป จนกลายมาเป็นคนป่วยที่สุดของยุโรปในวันนี้

ปา กิส เอส ปัปปาส นักวิชาการชาวกรีซ กล่าวไว้ว่า รากเหง้าของวิกฤตเศรษฐกิจกรีซในปัจจุบันนั้น แท้จริงแล้วมีสาเหตุมาจากปัญหาทางการเมือง โดยเฉพาะการดำเนินนโยบาย “ประชานิยม” ของรัฐบาลในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา นั่นทำให้ประชาชนชาวกรีซเกิดอาการเสพติดความสะดวกสบาย จากสิ่งที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคต่างแข่งขันกันด้วยการป้อนความสะดวกสบายให้กับประชาชน และนำไปสู่ความล่มจมของชาติอย่างในทุกวันนี้

 

กรีซ หายนะประชานิยม

ย้อนกลับไปตลอด 30 ปีที่ผ่านมานี้ การแข่งขันทางการเมืองของกรีซเป็นไปอย่างดุเดือดระหว่าง 2 พรรคใหญ่ คือ พรรคกลางซ้าย อย่าง พรรคปาซก (PASOK) และพรรคประชาธิปไตยใหม่ (ND) ที่ต่างฝ่ายต่างงัดนโยบายประชานิยมยัดเยียดให้ประชาชนเพื่อหวังผลประโยชน์ของพรรค

การขึ้นสู่อำนาจของพรรคปาซก และอดีตนายกรัฐมนตรี แอนเดรส ปาปันดรู ผู้ก่อตั้งพรรค และพ่อของนายกรัฐมนตรี จอร์เก ปาปันดรู คนปัจจุบัน ในปี 1981 ถือว่าเป็นการเริ่มต้นของมหากาพย์แห่ง “ประชานิยม” รัฐบาลแอนเดรส ได้ละทิ้งวินัยทางการคลังทั้งหมด และนำนโยบายประชานิยมอย่างสุดขั้วเข้ามาเป็นนโยบายนำของชาติ ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นค่าแรง ค่าจ้าง การขยายการจ้างงานในหน่วยงานภาครัฐอย่างไม่จำเป็น พร้อมกับเหวี่ยงนโยบายเพิ่มสวัสดิการสาธารณสุขให้กับประชาชน ตลอดไปจนถึงการเพิ่มบำเหน็จบำนาญ และการจ่ายบำเหน็จบำนาญก่อนถึงวัยเกษียณ ซึ่งนโยบายเหล่านี้ ส่วนหนึ่งยังเป็นกลยุทธ์เพื่อลดความตึงเครียดของสังคมที่เกิดขึ้นในยุคสงครามกลางเมือง และเผด็จการทหารในช่วงก่อนหน้า

ทั้งนี้ การก้าวขึ้นสู่อำนาจของพรรคปาซกนั้นเกิดขึ้นภายหลังจากที่กรีซเพิ่งผ่านพ้นความบอบช้ำจากยุคสงครามกลางเมือง และยุคการปกครองเผด็จการมาไม่นาน ดังนั้น พรรคปาซกจึงวางบทบาทและสถานะของพรรคในฐานะของการเป็นตัวแทนพลังประชาชนในอดีตปลายทศวรรษ 1960 ซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมา กรีซก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารมายาวนานถึง 8 ปี (19671974)

ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ของปวงประชา พรรคปาซกจึงจำเป็นที่จะต้องแสดงออกถึงความเป็นตัวแทน และสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองขึ้นใหม่ เพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับตัวเองออกจากระบบการเมืองเก่าๆ

ในที่สุดการระเบิดขึ้นของการตอบสนองความต้องการของสังคมในรูปแบบของนโยบายประชานิยมจึงอุบัติขึ้นและเกิดขึ้นอย่างเหนือความคาดหมายด้วยซ้ำ โดยมีอาวุธสำคัญของความนิยมในตัวบุคคลของ แอนเดรส ปาปันดรู ผู้นำพรรค และนายกรัฐมนตรีเป็นสำคัญ เป็นการสร้างปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งใหม่ด้วยการรวมประชาชนเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน

ด้วยวิถีเช่นนี้ พรรคปาซกจึงกลายมาเป็นผู้รวบรวมเสียงของประชาชน ที่เคยเกิดความรู้สึกสับสนทางการเมืองมาก่อนในอดีต พรรคปาซกเริ่มสร้างความนิยมด้วยการริเริ่มโครงการ “เอกภาพแห่งประชาชนแห่งชาติ” (National Popular Unity) และเหนืออื่นใดแนวทางประชานิยมของพรรคปาซก ยังเน้นให้ความสำคัญถึงประชาชนในฐานะที่เป็น “ชาติ” และชาติก็คือ “ประชาชน” นั่นคือเหตุผลว่า นโยบายประชานิยมของพรรคปาซกนั้นในอีกด้านหนึ่งจึงเรียกว่า “นโยบายประชานิยมแห่งชาติ”

ในด้านหนึ่ง โครงการใช้จ่ายในแนวทาง “ประชานิยม” ของพรรคปาซก ในระหว่างปี 1981-1990 นั้น แม้ว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการใช้จ่ายเกินตัว และนำไปสู่ปัญหาหนี้สาธารณะที่พอกพูนอย่างรุนแรง พร้อมๆ กับการขาดดุลงบประมาณอย่างหนักหนาสาหัสของรัฐบาลในยุคต่อๆ มา แต่ทว่า สำหรับฝ่ายสนับสนุนพรรคปาซกแล้ว ก็ยังเห็นว่า นโยบายเหล่านั้นได้สร้างแรงซื้อให้กับประชาชนได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ รายได้เฉลี่ยของประชาชนชาวกรีซในช่วงการปกครองกว่า 10 ปีของพรรคปาซกเพิ่มขึ้นถึง 26%

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแนวทางประชานิยมของพรรคปาซกไม่เคยถูกท้าทายอย่างจริงจังตลอดที่อยู่ในอำนาจ กระทั่งจนถึงปี 1996 เมื่อ คอนสแตนตินอส ซิมิติส ก้าวขึ้นสู่หัวหน้าพรรคแทนแอนเดรส ซึ่งกำลังมีปัญหาสุขภาพ ความเปลี่ยนแปลงในตัวผู้นำพรรคได้ส่งผลให้ความนิยมในพรรคลดน้อยลง อีกทั้งในช่วงนี้ได้เกิดสัญญาณร้ายของ “วิกฤต” ในนโยบายประชานิยมขึ้นบ้างแล้ว เมื่อผู้นำถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตและพรรคปาซกก็ไม่ได้บริหารจัดการในรูปแบบของรัฐบาลในการเลือกตั้งของปีเดียวกัน

นั่นคือการเปิดโอกาสให้พรรคประชาธิปไตยใหม่ (New Democratic) ได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นรัฐบาลในระยะสั้นๆ คือระหว่างปี 1990-1993 ภายใต้การเป็นนายกรัฐมนตรีของคอนสแตนตินอส มิตโซตากิส วัย 43 ปี

อย่างไรก็ตาม เส้นทางการเมืองของ มิตโซตากิส นั้นอยู่ได้เพียงสมัยเดียว และต้องสังเวยตำแหน่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้กับพฤติกรรม “เสพติดประชานิยม” ของชาวกรีซเอง โดยหลังจากขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางบรรยากาศของการทุจริตคอร์รัปชันในนโยบายประชานิยมของพรรคปาซก มิตโซตากิสได้เน้นการดำเนินนโยบายเพื่อปลดปล่อยเศรษฐกิจของชาติจากการถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือของราชการและนักการเมือง และนำนโยบายแปรรูปรัฐวิสากิจมาใช้ เพื่อแก้ปัญหาการขาดทุนจากการดำเนินงานอันเป็นผลพวงของประชานิยม มิตโซตากิสยังเดินหน้าตัดลดรายจ่ายของรัฐบาลอย่างแข็งขัน พร้อมกับปฏิรูปข้าราชการอย่างจริงจัง

แต่นโยบายของมิตโซตากิสเหล่านั้น กลับถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากประชาชน และในที่สุดรัฐบาลชุดนี้ก็ต้องพบจุดจบ พร้อมๆ กับการขึ้นมาของพรรคปาซกอีกครั้งหนึ่ง และนั่นเป็นอีกเหตุผลว่าพรรคเอ็นดีต้องหันมาใช้นโยบายประชานิยมแข่งกับพรรคปาซกในช่วงหลังไม่ว่าจะเป็นการเสนอนโยบายอัดเพิ่มงบประมาณการจัดมหกรรมกีฬาโอลิมปิก การให้ชาวกรีซมีระบบอินเทอร์เน็ตที่ดีที่สุดของยุโรป ตลอดจนถึงการเพิ่มค่าแรง ค่าจ้าง ที่ดีกว่าของพรรคปาซก

การกลับมาของพรรคปาซกอีกครั้งหลังปี 1993 เป็นการกลับมาพร้อมกับนโยบายใหม่ คือการบรรจบกันของนโยบายประชานิยม และการนำเศรษฐกิจของกรีซสู่การเป็นสมัยใหม่ (Modernisation) โดยมีเป้าหมายของการนำกรีซเข้าเป็นสมาชิกสหภาพการเงินแห่งยุโรป (อีเอ็มยู) กรีซเดินหน้าปรับมาตรฐานเงินเดือนและเงินบำเหน็จบำนาญ ซึ่งเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการจ้างงานของภาครัฐ ยิ่งไปกว่านั้น การปรับเงินเดือนและขยายตำแหน่งงานของภาครัฐยังกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มฐานเงินเดือนสำหรับภาคเอกชนอีกด้วย

การปรับเพิ่มขึ้นค่าแรงและค่าจ้างในยุคพรรคปาซก 2 นี้ได้สร้างความพอใจอย่างยิ่งให้กับแรงงานทั่วประเทศ และยังส่งผลให้รัฐบาลอีก 2 ชุด ต่อมาของพรรคประชาธิปไตยใหม่ หรือเอ็นดี ในระหว่างปี 2004-2009 นั้น ได้เดินตามนโยบายประชานิยมของพรรคปาซกต่อเนื่องมาเช่นกัน

ในช่วงระหว่างปี 2004-2009 พรรคเอ็นดีได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ภายใต้นายกรัฐมนตรี คอสตาส คารามันลิส แต่ก็น่าผิดหวังที่ในระยะ 5 ปีแห่งการเป็นรัฐบาล รัฐบาลเอ็นดีที่เคยมุ่งการแก้ปัญหามาก่อน แต่ในครั้งนี้ เอ็นดีไม่ได้เดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาการคลังของประเทศแต่อย่างใด หนำซ้ำกลับยังสานต่อและดำเนินนโยบายประชานิยมอย่างต่อเนื่องทำให้กรีซเข้าสู่ภาวะวิกฤตทางการคลังมากยิ่งขึ้น

หนึ่งในตัวอย่างของผลร้ายจากการแข่งขันกันของทั้งสองพรรคในนโยบายประชานิยมในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ได้สำแดงให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพของการจัดเก็บภาษีของภาครัฐบาลกรีซอย่างที่สุด ซึ่งโดยเฉลี่ยต่อปี รัฐบาลกรีซสามารถเก็บภาษีต่อปีต่อคนได้ที่ 8,300 ยูโร แต่ทว่าประชาชนกรีซจะได้รับผลประโยชน์จากสวัสดิการสังคมมากถึง 1.06 หมื่นยูโรต่อปีต่อคน นั่นคือสาเหตุที่ตอบได้ว่าเพราะเหตุใดระดับหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณของกรีซจึงสูงลิ่ว

อา ริสติดส์ เอ็น ฮาตซิส ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐกิจชาวกรีซ กล่าวในการสัมมนาที่กรุงโซล เกาหลีใต้ เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ในหัวข้อ “สวัสดิการประชานิยม บทเรียนจากกรีซ” ว่า กรีซ จากอดีตความรุ่งโรจน์ทางเศรษฐกิจ ในระหว่างปี 1929 และ 1980 ซึ่งมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึง 5.2% สูงที่สุดในโลกขนาดนั้น แต่ทว่าภายใต้วิธีการดำเนินนโยบายประชานิยมของพรรคปาซก ที่เริ่มต้นหลังการเลือกตั้งครั้งแรกหลังยุคเผด็จการในปี 1981 นั้นได้บั่นทอนเศรษฐกิจของชาติอย่างสาหัสสากรรจ์ ผลของการปกครองของพรรคปาซกได้เห็นผลใน 2 แง่มุม คือ ความหายนะทางนโยบายเศรษฐกิจจากการใช้นโยบายด้านสวัสดิการสังคมที่มากเกินไป และยังไร้ประสิทธิภาพ และสองคือการ‌ละเลยการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งนำไปสู่การ‌คอร์รัปชัน และการหลีกหนีภาษี ที่ทำให้กรีซต้องสูญ‌เสียรายได้ถึง 2-3 หมื่นล้านยูโรต่อปี

“ตัวอย่างเช่น สระว่ายน้ำนั้นถือว่าเป็นดัชนี‌บ่งบอกถึงความหรูหรา และความร่ำรวยมั่งคั่งของ‌คนกรีซ ซึ่งกรมสรรพากรใช้สระว่ายน้ำนี้เองเป็นตัว‌แกะรอยคนรวยที่เสียภาษี ในปี 2009 มีผู้เสียภาษีเพียง 364 คน ที่สำแดงว่ามีสระว่ายน้ำอยู่ในบ้าน ‌แต่จากภาพถ่ายทางดาวเทียม ชี้ให้เห็นว่า ในกรุง‌เอเธนส์นั้น มีบ้านถึง 16,974 หลังคาเรือนที่มีสระ‌ว่ายน้ำภายในบ้าน” ฮาตซิส กล่าว

“ซ้ำร้ายพรรคฝ่ายค้านยังแข่งขันพรรครัฐบาล‌เพื่อชนะเลือกตั้งด้วยการเดินตามในนโยบายประชา‌นิยมอีกด้วย นั่นเป็นการสาดน้ำมันใส่กองไฟชัดๆ”

ในการเลือกตั้งปี 2009 ที่ผ่านมานั้น แม้ว่านัก‌การเมืองกรีซทุกคนจะเริ่มรู้ตัวดีแล้วว่า นโยบาย‌ประชานิยมได้ทำให้รัฐบาลประสบกับปัญหาหนี้‌สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณมาอย่างต่อ‌เนื่องเป็นดินพอกหางหมูมาตลอดกว่า 3 ทศวรรษ ‌แต่ดูเหมือนว่า ปัญหาเหล่านี้จะกลายเป็นสิ่งชินชา‌และเคยชินไปแล้ว อีกทั้ง “ประชานิยม” ก็ยังเป็นที่‌นิยมของประชาชนชาวกรีซต่อไป

ในช่วงฤดูร้อนของปี 2009 นายกรัฐมนตรี คารามันลิส ของพรรคเอ็นดี ถูกบีบบังคับให้ยุบสภา‌และเปิดการเลือกตั้งก่อนวาระ คารามันลิสเสนอ‌นโยบายการหาเสียงด้วยการหยุดพักการขึ้นค่าแรง ‌และการขึ้นบำเหน็จบำนาญทั้งหมด พร้อมกับหยุด‌การจ้างงานของภาครัฐเพิ่ม

แต่ไม่น่าเชื่อว่า ทั้งที่รัฐบาลกำลังประสบปัญหา‌กับการขาดดุลงบประมาณรุนแรงอยู่นั้น จอร์เก ปาปันดรู หัวหน้าพรรคปาซกคนใหม่ และเป็นลูก‌ชายของแอนเดรส อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้ก่อตั้ง‌พรรค ได้เปิดฉากโจมตีนโยบายดังกล่าว พร้อมเสนอแนวทางการทุ่มเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมกับ‌ประกาศลั่นว่าความต้องการใช้จ่ายของประชาชน‌นั้น จะยิ่งเป็นการสร้างรายได้ให้กับรัฐบาล

แม้จะรู้ทั้งรู้ว่า นโยบายการหาเสียงของจอร์เก‌นั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยกับสถานะทางการคลัง‌ติดลบเรื้อรังของรัฐบาล แต่ในที่สุด ประชาชนชาว‌กรีซผู้ที่เสพติดประชานิยมจนเคยชิน ก็ได้เลือกให้‌พรรคปาซกกลับเข้าสู่การเป็นผู้นำรัฐบาลอีกครั้ง‌หนึ่ง จนถึงในปัจจุบันนี้

ดังนั้นแม้ว่า นายกรัฐมนตรี จอร์เก ปาปันดรู จะ‌กลับลำ และยอมที่จะเดินหน้าปฏิรูปทางเศรษฐกิจ‌ครั้งสำคัญของประเทศเพื่อลดปัญหาหนี้สาธารณะ‌เพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือจากกองทุนการเงิน‌ระหว่างประเทศ และสหภาพยุโรป แต่ทว่านัก‌วิเคราะห์ทั่วโลกก็ยังเชื่อว่า กรีซในที่สุดแล้วก็จะ‌กลายเป็นหนี้เสีย หนี้เน่าในที่สุด

เพราะปัญหาของกรีซในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่เศรษฐกิจ ‌แต่อยู่ที่ “การเมือง” ซึ่งเป็นการเมืองที่กำลังดึง‌ประชาชนมาใช้เป็นเครื่องมืออย่างอันตรายที่สุด‌อย่าง “ประชานิยม” ที่ฝังรากลึกในตัวประชาชนกรีซ‌มานับสิบๆ ปี

 

 

 

 

 

‌

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท