
ยูโรโซนดิ้น เร่งแก้วิกฤตหนี้ดันตลาดทองคำ-น้ำมัน-หุ้นปั่นป่วน
ถือว่าเป็นสัปดาห์ที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองมากที่สุด ภายหลังที่เกิดความปั่นป่วนเนื่องจากทั่วโลกไม่มั่นใจว่า
ถือว่าเป็นสัปดาห์ที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองมากที่สุด ภายหลังที่เกิดความปั่นป่วนเนื่องจากทั่วโลกไม่มั่นใจว่า
วิกฤตเศรษฐกิจยุโรปจะได้รับการเยียวยา ทำให้ตลาดทุนโลกและไทยปั่นป่วน
ประกอบกับผลของการประชุม 20 ประเทศผู้นำเศรษฐกิจ (จี20) ยังไม่มีมาตรการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม ทำให้การซื้อขายหุ้นและโลหะมีค่า เมื่อวันจันทร์ที่ 26 ก.ย. กลายเป็นวันจันทร์ทมิฬหรือแบล็กมันเดย์ เนื่องจากนักลงทุนต่างเทสินค้าโภคภัณฑ์และหุ้นเพื่อหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัย
ทั้งนี้ ทันทีที่ตลาดหุ้นและตลาดสินค้าโลหะมีค่า ทั้งทองและเงินเปิดทำการ ราคาก็ร่วงหนักติดต่อกันเป็นวันที่สาม เช่นเดียวกับน้ำมัน ซึ่งราคาทรุดหนักสุดในรอบ 7 สัปดาห์ ขานรับข่าวกรีซอาจผิดนัดชำระหนี้ จนเสี่ยงลุกลามเข้าสู่สภาวะถดถอยครั้งใหม่
ตามรายงานระบุว่า ราคาทองคำในวันที่ 26 ก.ย. ร่วงลงติดต่อกันเป็นวันที่ 4 ถึง 270 เหรียญสหรัฐ ลงมาอยู่ที่ 1,534.49 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ก่อนที่จะดีดตัวกลับขึ้นมาอยู่ที่ 1,558.39 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ภายหลังจากที่เคยพุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,920 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ในขณะที่ราคาโลหะเงินดิ่งลงมากกว่า 16% มาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 28 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์
เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบในวันที่ 26 ก.ย. ปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 7 สัปดาห์ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์ส่งมอบเดือน พ.ย. ร่วงลง 2.31 เหรียญสหรัฐมาอยู่ที่ 101.66 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ภายหลังจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาร่วงลงมา 7.35% ซึ่งถือว่าเป็นครั้งรุนแรงที่สุดตั้งแต่เดือน พ.ค.
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นทั่วยุโรปที่แม้ว่าจะยังอยู่ในภาวะอึมครึมของกระแสวิกฤตหนี้กรีซที่คาดว่าจะกลายเป็นหนี้เสียนั้น ตลาดหุ้นในหลายประเทศกลับสามารถดีดกลับขึ้นมาอยู่ในแดนบวกได้ในการซื้อขายเมื่อวันที่ 27 ก.ย. โดยนักลงทุนเริ่มฟื้นความมั่นใจว่า ธนาคารรายใหญ่ของประเทศที่แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากการที่กรีซเป็นหนี้เสียนั้นน่าจะได้รับทุนอย่างเพียงพอในท้ายที่สุด เมื่อสภาล่างเยอรมนีลงมติรับรองการขยายกองทุนเพื่อเสถียรภาพทางการเงินยุโรป (อีเอฟเอสเอฟ) ด้วยคะแนนเสียง 523 เสียง
มติดังกล่าวเปิดทางให้สามารถขยายกองทุนอีเอฟเอสเอฟจากเดิมที่ 2.5 แสนล้านยูโร ขยายไปที่ 4.4 แสนล้านยูโร โดยเยอรมนีมีส่วนลงขันถึง 2.11 แสนล้านยูโร (2.87 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่มากที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจขึ้นว่ายุโรปจะมีเงินทุนเพียงพอที่จะให้ความช่วยเหลือภาคธนาคารหากวิกฤตหนี้กรีซลุกลาม
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความวิตกกังวลกันว่า ปริมาณเงินในกองทุน 4.4 แสนล้านยูโรดังกล่าวอาจจะไม่พอรับมือกับวิกฤตหนี้ถ้าหากปัญหาได้ลุกลามจากกรีซไปยังอิตาลี และสเปน ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่ากรีซมาก ซึ่งกองทุนดังกล่าวอาจต้องใช้เงินถึง 3 ล้านล้านยูโรทีเดียว
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการทรอยกา ประกอบด้วยผู้แทนจากสหภาพยุโรป (อียู) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้เริ่มการพิจารณาแผนการลดหนี้ของกรีซ ที่กรุงเอเธนส์แล้วในวันที่ 30 ก.ย. เพื่อพิจารณาการปล่อยเงินกู้งวดต่อไปให้กับกรีซ ขณะที่นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี ได้ส่งสัญญาณว่า อาจจำเป็นต้องมีการปรับแก้รายละเอียดแผนให้เงินกู้ช่วยเหลือกรีซรอบที่ 2 ที่เพิ่งอนุมัติไปเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา
รายงานระบุว่าตลาดได้คาดการณ์สัญญาณของผู้นำเยอรมนีว่า บรรดาผู้นำยุโรปต้องการให้ภาคเอกชนของกรีซเพิ่มการแบกรับความเสี่ยงในตราสารหนี้กรีซให้มากขึ้น
ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่า มีชาติ สมาชิกยูโรโซนมากถึง 7 ประเทศ จากทั้งหมด 17 ประเทศ ที่ต้องการให้สถาบันการเงินในกรีซเพิ่มสัดส่วนแบกรับการขาดทุนจากการถือตราสารหนี้ของรัฐบาลให้มากขึ้น โดยมีเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ เป็นหัวขบวนหลักที่ผลักดันในเรื่องนี้ ขณะที่ฝรั่งเศสและอีซีบี เป็นฝ่ายที่คัดค้านอย่างหนัก
แมร์เกิล กล่าวว่า การตัดสินใจดังกล่าว ขึ้นอยู่กับการพิจารณาหนี้และสถานะการคลังของกรีซของคณะกรรมการทรอยกา โดยการพิจารณาปล่อยเงินกู้ดังกล่าว ยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนปล่อยเงินกู้รอบแรก 1.1 แสนล้านยูโร ซึ่งผ่านแผนไปเมื่อปลายปีที่แล้ว และคณะกรรมการจะพิจารณาถึงเรื่องการปล่อยเงินกู้ในแผนช่วยเหลือครั้งที่ 2 วงเงิน 1.59 แสนล้านยูโร
ทั้งนี้ ภายหลังคณะกรรมการทรอยกาได้ตรวจสอบหนี้ของกรีซเสร็จสิ้นแล้ว รัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศยูโรโซนจะจัดการประชุมนัดพิเศษอีกครั้งในเดือน ต.ค. เพื่อพิจารณาผลการประเมิน







