posttoday
เฟดเผยแผนกระตุ้นศก.ใหม่4แสนล.

เฟดเผยแผนกระตุ้นศก.ใหม่4แสนล.

23 กันยายน 2554

ขายบอนด์ระยะสั้นซื้อระยะยาวตลาดผิดหวังหุ้นสหรัฐเอเชียร่วง

ขายบอนด์ระยะสั้นซื้อระยะยาวตลาดผิดหวังหุ้นสหรัฐเอเชียร่วง

เฟดประกาศใช้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดผิดหวังกดหุ้นสหรัฐเอเชียร่วง

เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ประกาศแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่ที่มีชื่อว่า “โอเปอเรชัน ทวิสต์” โดยธนาคารกลางสหรัฐจะทำการขายพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น มูลค่า 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (12 ล้านล้านบาท) เพื่อไปถือครองพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวในมูลค่าที่เท่ากัน เพื่อที่จะลดอัตราดอกเบี้ยในระยะยาว

เฟดจะเริ่มทำการซื้อพันธบัตรซึ่งมีอายุการไถ่ถอนคืน 630 ปีตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีนี้ ไปจนถึงเดือน มิ.ย. 2555 และขายพันธบัตรที่มีอายุไถ่ถอนคืนน้อยกว่า 3 ปี ภายใน 3 ปี

นอกจากนี้ เฟดยังมีความพยายามที่จะกลับเข้ามาลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อกระตุ้นให้ภาคธุรกิจและผู้บริโภคมีการกู้จำนองอสังหาริมทรัพย์กันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แผนกระตุ้นเศรษฐกิจของเฟดดังกล่าวสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐและเอเชียร่วงลงทันที โดยหลังปิดตลาดดัชนีเอสแอนด์พี 500 ร่วงลง 2.94% ปิดอยู่ที่ 1,166.76 จุด ในขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ลด 2.49% และดัชนีแนสแด็กลดลง 2.01%

การออกมาตรการดังกล่าวยังส่งผลให้ราคาพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น และผลตอบแทนลดต่ำลงด้วยในทันที

ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุไถ่ถอนคืน 10 ปี ลดลงเหลือ 1.856% ต่ำที่สุดในรอบกว่า 60 ปี และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ลดลงเกือบ 3% ซึ่งนับว่าปรับลดครั้งแรกตั้งแต่ปี 2552

นอกจากนั้น ท่าทีของเฟดในครั้งนี้ยังส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นมาทันทีอีกด้วย โดยเงินเหรียญสหรัฐเมื่อเทียบกับค่าเงินเยนญี่ปุ่นนั้นไปอยู่ที่ 76.70 เยนต่อเหรียญสหรัฐ จาก 76.48 เยนต่อเหรียญสหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนแห่เข้ามาซื้อสกุลเหรียญสหรัฐมากขึ้น ภายหลังจากที่เฟดออกโรงเตือนว่าเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่สภาวะถดถอย

คีต แฮมเบอร์ อดีตนักวิจัยของธนาคารกลางสหรัฐสาขามินนีแอโพลิส ให้ความเห็นว่า แผนดังกล่าวของเฟดอาจจะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ 0.20.4% ภายในปีหน้า

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนกล่าวว่า มาตรการของเฟดอาจไม่ได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจมากนัก แม้ว่าจะสามารถทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวลดต่ำลงก็ตาม

“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนการกู้ยืมที่ลดลง เนื่องจากปัญหาอยู่ที่ภาคธุรกิจไม่มีความเชื่อมั่นที่จะลงทุน ประกอบกับผู้กู้ซื้อที่อยู่อาศัยกว่าครึ่งไม่มีความจำเป็นต้องรีไฟแนนซ์หนี้เพื่อให้มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ” พอล แอชเวิร์ต นักเศรษฐศาสตร์ประจำบริษัทที่ปรึกษาด้านเศรษฐศาสตร์สาขาโทรอนโต กล่าว  

 

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล