
สหรัฐ-ยุโรปเร่งออกแผนผ่าวิกฤตศก. หลังนักลงทุนหวั่นเผชิญถดถอยซ้ำ
สัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องที่หลายฝ่ายจับตามองคงหนีไม่พ้น
สัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องที่หลายฝ่ายจับตามองคงหนีไม่พ้น
การแถลงนโยบายทางเศรษฐกิจต่อสภาคองเกรส ประธานาธิบดี บารัก โอบามา เพื่อกระตุ้นการจ้างงานและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอย่างเร่งด่วน
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ โอบามา จะออกแถลงการณ์ต่อสภาคองเกรส ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้เปิดเผยรายงาน “เบจ บุ๊ก” ซึ่งรวบรวมข้อมูลเศรษฐกิจจากธนาคารกลาง 12 แห่งทั่วสหรัฐ ตั้งแต่กลางเดือน ก.ค.-26 ส.ค. ซึ่งระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจในเมืองมินเนอาโพลิส แคนซัส ซิตี ดัลลัส และซานฟรานซิสโก มีการขยายตัวระดับปานกลาง เพราะได้แรงหนุนจากตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคที่สูงขึ้น แต่ในนิวยอร์กและฟิลาเดลเฟียนั้น มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะอ่อนแอมาก
และเมื่อถึงวันที่ 8 ก.ย. ประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ก็ได้คลอดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจหวังฟื้นชีพการจ้างงานครั้งสำคัญ ประกาศทุ่มงบประมาณสูงกว่าที่คาดเอาไว้ โดยมีมูลถึง 4.47 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 13.4 ล้านล้านบาท)
เนื้อหาใจความส่วนสำคัญที่สุดคือ การตัดลดภาษีที่หักจากเงินเดือนของลูกจ้างและจากนายจ้าง นอกจากนั้น ยังจะเป็นการกระตุ้นโครงการก่อสร้างสาธารณะต่างๆ มูลค่า 1.05 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และอีก 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จะนำไปปรับให้กับผลประโยชน์จากการจ้างงาน
และดูเหมือนว่าแผนการดังกล่าวของ โอบามา อาจจะต้องเจอขวากหนามสำคัญในการพิจารณาของสภาคองเกรส เนื่องจากพรรครีพับลิกันครองเสียงส่วนใหญ่อยู่ และอาจจะใช้เทคนิคเพื่อสกัดกั้นร่างกฎหมายดังกล่าวในสภาสูงอีกด้วย เนื่องจากถ้าหากแผนการกระตุ้นครั้งนี้ผ่านสภาประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ จะยิ่งเป็นการเพิ่มคะแนนนิยมของโอบามาได้มากทีเดียว
นอกจากนี้ อีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กับเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นสัปดาห์ครบรอบปีที่ 10 ของเหตุวินาศกรรม 11 ก.ย. นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่า สหรัฐยังคงเสี่ยงต่อการถูกโจมตีจากกลุ่มก่อการร้าย แม้จะสหรัฐจะจัดตั้ง กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิเมื่อปี 2545 เพื่อทำหน้าที่ป้องกันการก่อการร้าย และสำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ เมื่อปี 2547 เพื่อดูแลหน่วยข่าวกรองทั้งหมดของประเทศแล้วก็ตาม
โดยสาเหตุหลักๆ นั้นมาจากระบบการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพ เช่น การขาดระบบประมวลข้อมูลส่วนกลางที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การคัดกรองและการวิเคราะห์ข่าวสารเป็นไปอย่างล่าช้า
ขณะเดียวกันด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐก็เตรียมยกระดับการรักษาความปลอดภัยตามฐานทัพทั่วประเทศก่อนถึงวันครบรอบ 10 ปี เหตุวินาศกรรม 11 ก.ย. โดยยืนยันว่า มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการด้านความปลอดภัยทั่วไปเท่านั้นและไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อรับมือกับการคุกคามใดๆ
ตัวเลขเติบโตยูโรโซนลดฮวบ หนุนตั้ง ‘รมต.คลังร่วม’ แก้วิกฤต
ต่อกันที่ประเทศแถบยูโรโซน ก็ต้องวิตกกังวลกับวิกฤตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคมากขึ้นเช่นเดียวกัน เมื่อองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) ซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมของโลกกว่า 30 ประเทศ ออกโรงเตือนว่า กลุ่มประเทศ จี7 มีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ และวิกฤตหนี้ของฝั่งประเทศยูโรโซนกำลังทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมทั้งกระตุ้นธนาคารกลางของแต่ละประเทศว่า ไม่ควรขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงเวลานี้
นอกจากนี้ โออีซีดี ยังได้ลดตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจของกลุ่ม จี7 ว่า อยู่ในระดับต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้อีกด้วย
ด้าน ฌองโคลด ตริเชต์ ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ออกโรงหนุนทางออกในวิกฤตหนี้ของยุโรป สนับสนุนให้จัดตั้งกระทรวงการคลังกลางของกลุ่มยูโรโซนขึ้น เพื่อการทำงานที่สะดวกและมีประสิทธิภาพ พร้อมกับยอมรับว่า วิกฤตหนี้ที่กำลังลุกลามอยู่นั้น ได้ทำให้กลุ่มยูโรโซนอ่อนแอลงอย่างยิ่ง
ตริเชต์ กล่าวในการแถลงข่าวที่กรุงปารีสของฝรั่งเศสว่า ที่ผ่านมา บรรดาประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของยุโรปต่างเพิกเฉยกฎระเบียบของยูโรโซนในการรักษาระดับหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณมาตลอด จนเมื่อเกิดวิกฤตขึ้นนั้น ยูโรโซนเพิ่งจะมีมติครั้งใหม่ที่จะบังคับใช้กฎเกณฑ์เหล่านั้นให้เข้มแข็งขึ้น
ที่ผ่านมาเศรษฐกิจของยุโรปมีอัตราการเติบโตที่สูงนั้น หลายประเทศได้ปล่อยให้การขาดดุลงบประมาณของรัฐเกินเพดานที่ยูโรโซนกำหนดไว้ เช่น กรีซและโปรตุเกส ที่ต้องเกือบจะล้มละลายในที่สุด และปัญหาหนี้ของประเทศเหล่านี้ยังเป็นภัยคุกคามต่อกลุ่มยูโรโซนโดยรวมอีกด้วย
นอกจากนี้ กระแสหวาดวิตกว่าวิกฤตหนี้ยุโรปจะเลวร้ายมากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มไม่มั่นใจในสถานการณ์เศรษฐกิจโลก จนแห่เข้าลงทุนในตลาดทองคำซึ่งมีความปลอดภัยกว่า
การที่นักลงทุนเทขายหุ้นเข้าซื้อทองคำ ทำให้ราคาทองคำโลกกลับมาร้อนแรงทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง โดยราคาปรับสูงขึ้นเพิ่มอีก 1.1% ในการซื้อขายที่สิงคโปร์ ทะลุไปที่ 1,921.15 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ส่วนราคาที่นิวยอร์กนั้น ได้ปรับขึ้นไปแตะที่ 1,923.10 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งราคาทองคำได้ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์มาแล้วถึง 11 ครั้ง เป็นการปรับขึ้นที่ยาวนานมากที่สุด นับตั้งแต่ในยุค 1920







