
โอบามาเดินเครื่องนิวเคลียร์ อัดงบกว่าล้านล้านลดคาร์บอน
โพสต์ทูเดย์
— สหรัฐอัดฉีดงบประมาณขนานใหญ่ ฟื้นฟูโครงการโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์อีกครั้ง หวังดันประเทศเป็นผู้นำพลังงานทางเลือกของโลกประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ เดินเครื่องสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์อย่างเต็มพิกัด ประกาศอัดฉีดงบประมาณกว่า 3,800 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.25 แสนล้านบาท) ในรูปของเงินกู้สำหรับบริษัท เซาเทิร์น โค เพื่อเป็นงบประมาณก่อสร้างเตาปฏิกรณ์พลังงานนิวเคลียร์อีก 2 แห่ง
เตาปฏิกรณ์ทั้งสองแห่งมีความสำคัญตรงที่เป็นโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แห่งแรกที่ได้รับการอนุมัติให้ก่อสร้างในรอบ 3 ทศวรรษ
สำหรับสาเหตุที่รัฐบาลโอบามาตัดสินใจสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์อีกครั้ง มีเหตุผล 2 ประการ คือ เพื่อสร้างงานในอุตสาหกรรมด้านพลังงาน และเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน เหตุผลข้อหลังมีความสำคัญต่อโอบามาอย่างมาก เพราะผู้นำสหรัฐพยายามเป็นตัวตั้งตัวตีสนับสนุนพลังงานทางเลือกนอกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมาโดยตลอด และหนึ่งในทางเลือกนั้นคือ พลังงานนิวเคลียร์
อย่างไรก็ตาม โอบามาประสบปัญหามาโดยตลอดในการชี้ชวนให้พรรครีพับลิกันเห็นดีเห็นงามกับการส่งเสริมให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นพลังงานทางเลือกสหรัฐ ด้วยเหตุนี้การอัดฉีดงบประมาณล่าสุด 3,800 เหรียญสหรัฐ (ราว 1.25 ล้านแสนล้านบาท) จึงต้องอยู่ในรูปของการปล่อยเงินกู้ให้กับภาคเอกชน
บริษัท เซาเทิร์น โค ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมาธิการตรวจสอบพลังงานนิวเคลียร์ของสภาคองเกรสตั้งแต่เดือนมี.ค. 2551 เพื่อก่อสร้างเตาปฏิกรณ์ 2 แห่ง สำหรับโรงไฟฟ้าวอกเทิลในรัฐจอร์เจีย ซึ่งโรงงานไฟฟ้าแห่งนี้มีเตาปฏิกรณ์อยู่แล้ว 2 เตา
ขณะเดียวกันคาดว่าเซาเทิร์น โค จะได้รับอนุมัติภายในปีหน้า และจะสามารถเดินเครื่องได้ภายในปี 2559 และ 2560 โดยมีงบประมาณก่อสร้างถึง 8,800 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.9 แสนล้านบาท) และจะช่วยสร้างงานถึง 3,500 คน
ทั้งนี้ ในคำแถลงต่อรัฐสภาครั้งแรกของโอบามาเมื่อเดือนที่แล้ว ผู้นำสหรัฐได้เรียกร้องให้มีการพัฒนาโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์รุ่นใหม่ที่มีความปลอดภัยและสะอาด หลังจากที่มีถ้อยแถลงออกไป โอบามาเสนอให้เพิ่มงบประมาณเงินกู้จากภาครัฐสหรัฐก่อสร้างโรงงานนิวเคลียร์ใหม่ๆ
โดยร่างงบประมาณสำหรับปี 2554 จะเพิ่มงบประมาณสำหรับการนี้ถึง 3.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.88 ล้านล้านบาท) รวมกับงบประมาณเดิมที่ยังไม่ได้ใช้แล้วจะสูงถึง 5.45 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.79 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นงบประมาณที่เพียงพอกับการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 67 แห่ง โดยที่แต่ละแห่งใช้งบประมาณก่อสร้างที่ละ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.64 แสนล้านบาท)
ทั้งนี้ สหรัฐถือเป็นประเทศแรกที่พัฒนาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า นับตั้งแต่มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการพลังงานปรมาณู (AEC) เมื่อปี 2489 จนถึงปี 2551 สหรัฐมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ทั้งสิ้นถึง 104 แห่งทั่วประเทศ และคิดเป็นสัดส่วนการบริโภคไฟฟ้าทั้งหมดของชาวสหรัฐถึง 19.6%
การที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มากมายถึงกว่า 100 แห่ง ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงความขัดข้องด้านเทคนิคไปได้ และเหตุการณ์ครั้งร้ายแรงที่สุดคือ กรณีที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ทรีไมล์ไอส์แลนด์ในรัฐเพนซิลเวเนีย เกิดความขัดข้องขึ้นในระบบปฏิกิริยานิวเคลียร์ จนยังผลให้สารกัมมันตภาพรังสีในระดับร้ายแรงแพร่กระจายไปทั่ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2522
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ก่อให้เกิดปฏิกิริยา 2 ด้านในสหรัฐ นั่นคือ ฝ่ายที่คัดค้านพลังงานนิวเคลียร์ เพราะเกรงจะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนชี้ว่า สหรัฐจำเป็นต้องแสวงหาพลังงานทางเลือกอื่นๆ มาป้องกันการขยายตัวของประเทศที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง นอกจากนี้หลังจากเกิดอุบัติเหตุที่ทรีไมล์ไอส์แลนด์ ความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในสหรัฐมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม สหรัฐรามือกับการสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ใหม่ๆ ในช่วงทศวรรษที่ 7090 ด้วยปัจจัยหลายประการ ตั้งแต่ความกังวลเรื่องความปลอดภัยของประชาชนบางส่วน ต้นทุนในการปฏิบัติการที่สูงขึ้น ไปจนถึงความต้องการพลังงานที่ลดลงตาม สภาพเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอติดต่อกันหลายปี
กระนั้น จากตัวเลขเมื่อต้นปีที่แล้ว คณะกรรมาธิการตรวจสอบพลังงานนิวเคลียร์รับคำร้องขอก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แห่งใหม่ 26 แห่ง และคาดว่าจะมีคำร้องขอก่อสร้างอีก 7 แห่ง ไม่เพียงเท่านั้น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ยุติการผลิตไปนานหลายปียังยื่นคำร้องขอเริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าอีกครั้ง







