
กบฏลิเบียยึดเมืองหลวง กัดดาฟีหายตัว ผู้นำโลกรุมกดดัน น้ำมันดิ่งรับข่าวดี
กลุ่มกบฏลิเบียประกาศชัยชนะหลังเข้ายึดกรุงตริโปลีเป็นผลสำเร็จ ทางด้านผู้นำทั่วโลกเร่งกดดันกัดดาฟีให้ถอย
กลุ่มกบฏลิเบียประกาศชัยชนะหลังเข้ายึดกรุงตริโปลีเป็นผลสำเร็จ ทางด้านผู้นำทั่วโลกเร่งกดดันกัดดาฟีให้ถอย
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
กลุ่มกบฏลิเบียประกาศชัยชนะหลังเข้ายึดกรุงตริโปลีเป็นผลสำเร็จ ทางด้านผู้นำทั่วโลกเร่งกดดันกัดดาฟีให้ถอย
กองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลพันเอก โมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย ได้มารวมตัวกันบริเวณจัตุรัสกรีนสแควร์ใจกลางกรุงตริโปลี เมืองหลวงของลิเบีย เพื่อเฉลิมฉลองการเข้ายึดเมืองหลวงได้เป็นผลสำเร็จ ภายหลังต้องต่อสู้กับฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลมาเป็นเวลานานถึง 6 เดือน
คาเลด อัลซาเยห์ โฆษกกลุ่มกบฏ เปิดเผยว่า ประชาชนได้ออกมาเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการโห่ร้องยินดี ยิงปืนขึ้นฟ้า และทำลายภาพของกัดดาฟี โดยก่อนนี้ได้มีการสู้รบอย่างหนักหน่วงในกรุงตริโปลีระหว่างกลุ่มกบฏกับฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลนาน 12 ชั่วโมง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 1,300 คน
“ยุคสมัยการปกครองระบอบเผด็จการของกัดดาฟีถึงจุดสิ้นสุดแล้ว อีกไม่นานลิเบียก็จะเป็นอิสระ” กลุ่มกบฏกล่าว โดยหลายคนนั้นเชื่อว่าอีกไม่นานกัดดาฟีก็จะต้องยอมจำนน เนื่องจากกองกำลังของกัดดาฟีเริ่มอ่อนกำลังลงแล้ว และหลายคนก็ได้ยอมแพ้ต่อกลุ่มกบฏ
ทั้งนี้ การยึดพื้นที่กรีนสแควร์ถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์แห่งศูนย์กลางอำนาจของผู้นำเผด็จการ โดยกลุ่มกบฏนั้นก็ได้เปลี่ยนชื่อสถานที่แห่งนี้เป็น จัตุรัสผู้พลีชีพแทน
นอกจากนี้ โฆษกของกลุ่มกบฏยังเปิดเผยว่า ทางกลุ่มสามารถจับกุมตัว ซาอิฟ อัล อิสลาม กัดดาฟี และมูฮัมหมัด กัดดาฟี บุตรชายสองคนของกัดดาฟี โดยขณะนี้ทั้งสองถูกควบคุมตัวอยู่ในสถานที่ลับแห่งหนึ่ง เพื่อเตรียมนำตัวขึ้นศาลโลกต่อไป ในส่วนของกัดดาฟีนั้น ขณะนี้ยังไม่มีใครทราบว่าผู้นำลิเบียกบดานอยู่ที่ใด แต่ก็มีหลายกระแสอ้างว่าได้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว ขณะเดียวกันหลายฝ่ายก็ยังเชื่อว่ากัดดาฟียังอยู่ในบ้านพักกลางกรุงตริโปลี
อย่างไรก็ตาม แม้ทางกลุ่มกบฏจะสามารถเข้ายึดพื้นที่สำคัญในกรุงตริโปลีได้ประมาณ 80% แต่ภายหลังได้เริ่มเฉลิมฉลองไม่กี่ชั่วโมง ฝ่ายทหารก็ออกมากราดยิงกลุ่มกบฏในพื้นที่ตอนกลางและใต้ของเมืองหลวง อีกทั้งยังเกิดการยิงปะทะกันระหว่างกลุ่มกบฏกับฝ่ายสนับสนุนกัดดาฟีในพื้นที่ใกล้ฐานที่มั่นของกัดดาฟี
กลุ่มกบฏได้ออกคำเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังกองกำลังติดอาวุธของกัดดาฟี ซึ่งยังคงกระจายอยู่ทั่วกรุงตริโปลี อีกทั้งเตือนให้เฝ้าระวังทหารของรัฐบาลที่ยังคงยึดพื้นที่ในกรุงตริโปลีอยู่ประมาณ 1520%
ทั้งนี้ กลุ่มกบฏได้ลุกฮือประท้วงกัดดาฟีตั้งแต่เมื่อกลางเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อพยายามโค่นล้มระบอบการปกครองเผด็จการ โดยตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มกบฏได้ต่อสู้กับทหารของรัฐบาลอย่างดุเดือด อีกทั้งยังได้รับความช่วยเหลือจากองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) อีกด้วย
แม้กลุ่มกบฏจะประกาศชัยชนะในการเข้ายึดกรุงตริโปลี แต่ทางกัดดาฟีก็ยืนยันว่าจะไม่ยอมแพ้และยังได้เรียกร้องผ่านทางสถานีโทรทัศน์ ให้กลุ่มผู้สนับสนุนจัดการกับกลุ่มกบฏที่รุกเข้ามาในกรุงตริโปลี “เราจะไม่มีวันยอมแพ้ ผมจะอยู่เคียงข้างคุณ” กัดดาฟีกล่าว นอกจากนี้เตรียมแจกจ่ายอาวุธให้กับประชาชนเพื่อที่จะได้ร่วมต่อสู้ในครั้งนี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีข่าวสารของลิเบีย เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมง กัดดาฟีเตรียมเปิดการเจราจากับสภาถ่ายโอนอำนาจแห่งชาติ (เอ็นทีซี) ซึ่งตั้งขึ้นโดยกลุ่มกบฏแล้ว ก่อนที่จะประกาศเดินหน้าสู้ต่อไป
ภายหลังจากข่าวการยึดเมืองตริโปลีของกลุ่มกบฏแพร่สะพัดไปทั่วโลก ผู้นำประเทศต่างๆ ก็ได้ออกมากดดันกัดดาฟีให้ยอมสละอำนาจ โดยประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐแสดงความเห็นว่า ระบอบปกครองของกัดดาฟีได้มาถึงจุดสุดทางแล้ว อีกทั้งยังแสดงความยินดีกับกลุ่มกบฏที่สามารถยึดกรุงตริโปลีได้สำเร็จ พร้อมทั้งประกาศสนับสนุนการสร้างความสงบสุขในลิเบีย
“ในขณะนี้การปกครองของกัดดาฟีได้จบสิ้นลง และผู้นำลิเบียก็ควรที่จะสละอำนาจทั้งหมด เนื่องจากเป็นหนทางเดียวที่จะยุติเหตุนองเลือด” โอบามา กล่าวในแถลงการณ์
ด้านนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ ได้ตัดสินใจลดเวลาพักผ่อนวันหยุดเพื่อมาร่วมประชุมความมั่นคงเกี่ยวกับลิเบียที่กรุงลอนดอน โดยคาเมรอนออกแถลงการณ์ว่า จุดจบของผู้นำลิเบียกำลังใกล้เข้ามา และกัดดาฟีก็ควรจะไปเสียที เพื่อยุติการสร้างความทุกข์ทรมานให้กับประชาชน
สหภาพยุโรป (อียู) ได้แถลงว่า กำลังเตรียมวางแผนรับมือกับลิเบียหลังหมดยุคของกัดดาฟี โดย ไมเคิล แมนน์ โฆษกฝ่ายต่างประเทศของอียู กล่าวว่า ขณะนี้ทางอียูกำลังเตรียมแผนช่วยเหลือลิเบียหากกลุ่มกบฏสามารถโค่นกัดดาฟีได้สำเร็จ
ทั้งนี้ ข่าวดังกล่าวยังส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดทั่วโลกวันนี้ปรับตัวลดลง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ นัดส่งมอบเดือน ต.ค. ซื้อขายที่ตลาดสิงคโปร์ ปรับตัวลดลงถึง 1.87 เหรียญสหรัฐมาอยู่ที่บาร์เรลละ 106.75 เหรียญสหรัฐ ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ที่ตลาดลอนดอน ส่งมอบเดือน ต.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 1.63 เหรียญสหรัฐ ปิดที่ 108.62 เหรียญสหรัฐ
วิกเตอร์ ชุม นักวิเคราะห์ด้านพลังงานของสิงคโปร์ ระบุว่าทั่วโลกกำลังจับตามองสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงในลิเบียอย่างใกล้ชิด เนื่องจากลิเบียเป็นประเทศที่ส่งออกน้ำมันมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยมีกำลังการผลิตราว 1.59 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งน้ำมันราว 85% ที่ลิเบียผลิตได้นั้น จะถูกส่งออกไปยังทวีปยุโรป
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดเหตุลุกฮือโค่นล้มรัฐบาลของกัดดาฟีเมื่อกลางเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา การผลิตน้ำมันของลิเบียก็ลดลงอย่างมหาศาล โดยเมื่อเดือน ก.ค. ผลิตได้เพียง 1 แสนบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นถึง 110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ก็ได้มีการปรับตัวลดลงเมื่อสหรัฐและยุโรปต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดว่าราคาน้ำมันจะลดลงอย่างต่อเนื่อง หากกัดดาฟีถูกโค่นล้มจริง เนื่องจากลิเบียจะสามารถกลับมาผลิตน้ำมันได้ในอัตราเดิม โดยทางกลุ่มกบฏนั้นก็ได้เปิดเผยว่า จะรีบฟื้นฟูการผลิตน้ำมันภายในประเทศให้เร็วที่สุดเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ
นอกจากนี้ หุ้นของบริษัทอิตาลีหลายแห่งที่มีการลงทุนในลิเบีย อาทิ บริษัทน้ำมันแห่งชาติอิตาลี (อีเอ็นไอ) และบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง อันซาลโด เอสทีเอส ก็มีการปรับตัวสูงขึ้นขานรับข่าวการยึดกรุงตริโปลีของกลุ่มกบฏ โดยหุ้นของอีเอ็นไอสูงขึ้น 5.05% ในขณะที่หุ้นของอันซาลโด เอสทีเอส ปรับตัวขึ้น 5.73% ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นมิลานปิดตลาดในช่วงเช้าเพิ่มขึ้น 2.54%
ทั้งนี้ บริษัทอิตาลีหลายแห่งได้เข้าไปลงทุนในลิเบีย เนื่องจากทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ดีมาโดยตลอด โดยบริษัทอีเอ็นไอนั้นเป็นบริษัทน้ำมันต่างชาติขนาดใหญ่ในลิเบียซึ่งผลิตน้ำมันราว 17% ของการผลิตน้ำมันทั้งหมดในประเทศ ดังนั้นเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาจึงส่งผลให้บริษัทเหล่านี้ได้รับผลกระทบอย่างหนัก การปรับตัวสูงขึ้นของหุ้นจึงสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนเชื่อมั่นว่าสถานการณ์ในลิเบียจะกลับสู่ภาวะปกติในอีกไม่นาน







