
เศรษฐกิจโลกอ่วมดันราคาทองพุ่งทุบสถิติ
ภายหลังจากที่นักลงทุนต่างแสดงความกังวลถึงภาวะเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรป เมื่อบริษัท มอร์แกน สแตนเลย์
ภายหลังจากที่นักลงทุนต่างแสดงความกังวลถึงภาวะเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรป เมื่อบริษัท มอร์แกน สแตนเลย์
ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 3.9% จากเดิมที่ 4.2% และลดของปีหน้าลงมาอยู่ที่ 3.8% จากเดิมที่ 4.5%
เมื่อบวกกับภาวะวิกฤตหนี้ยุโรปที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้นักลงทุนเริ่มหันหน้าเข้าหาทองคำ หลักทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดในขณะนี้ จนทำให้ราคาทองคำในตลาดโลกทุบสถิติสูงสุดครั้งใหม่ที่ 1,860 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2552 และเป็นราคาที่ปรับตัวขึ้นถึง 14% ในเดือนเดียว ส่งผลให้เดือน ส.ค.กลายเป็นเดือนที่ทองคำโลกทำราคาได้ดีที่สุดในรอบ 12 ปี นับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2542 สวนทางกับตลาดหุ้นทั่วโลกที่ดิ่งลงหนักเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกัน
ด้านตัวเลขทางเศรษฐกิจสหรัฐ ยังบ่งชี้ความเป็นไปได้ของภาวะถดถอย จากกิจกรรมภาคการผลิตในฟิลาเดลเฟีย เดือน ส.ค. ที่ติดลบ 30.7 จุด จากที่บวกได้ 8.2 จุด เมื่อเดือน ก.ค. โดยต่ำสุดในรอบกว่า2 ปี เช่นเดียวกับยอดขายบ้านเดือน ก.ค. ที่ลดลง 3.5% จากเดือนก่อนหน้า
ขณะที่การเคลมสิทธิประโยชน์จากการว่างงาน ก็เพิ่มขึ้น 9,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว โดยนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของสหรัฐคาดการณ์ว่า โอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวซ้ำสองนั้นมีอยู่ที่ราว 30% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าเมื่อครั้งการสำรวจเมื่อ 3 เดือนก่อนถึง 3 เท่านั้น ซึ่งในปีหน้าอัตราการเติบโตจะอยู่ที่ 2.5% ลดลงจากเมื่อครั้งการสำรวจเมื่อเดือน เม.ย. ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 3.1% ซึ่งผลสำรวจชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจำเป็นจะต้องเติบโตให้ได้ที่ 3% ถึงจะกดให้อัตราการว่างงานลดลงได้
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า ของจีน ได้กล่าวแสดงความยินดีที่สหรัฐให้คำมั่นชัดเจนถึงความมั่นคงในตราสารหนี้สหรัฐที่ทั่วโลกถือครองอยู่ ภายหลังจากที่รองประธานาธิบดีสหรัฐ โจเซฟ ไบเดน ได้กล่าวย้ำความเชื่อมั่นกับประเทศคู่ค้ารายใหญ่นี้ว่า ไม่มีอะไรที่จีนต้องกังวล
ทางด้าน สีจิ้นผิง ว่าที่ประธานาธิบดีคนต่อไปของจีน ก็ได้กล่าวในการประชุมกลุ่มผู้นำทางธุรกิจ ย้ำความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง และมีศักยภาพสูงที่จะฟื้นฟูตัวเองได้ พร้อมเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะมีการพัฒนาไปในทางที่ดีหลังผ่านพ้นความท้าทายต่างๆ ไปแล้ว
ผู้นำเยอรมนีและฝรั่งเศสดันจัดตั้งรัฐบาลศก.ยูโรโซน หวังแก้วิกฤตหนี้
เช่นเดียวกับที่ยุโรป ภายหลังที่มีรายงานเปิดเผย ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยูโรโซนเติบโตเพียง 0.2% เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจ ยุโรปนั้นกำลังชะลอตัวอย่างหนัก ผลักดันให้นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี และประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี ของฝรั่งเศส ออกแถลงร่วมกันถึงแผนรับมือวิกฤตหนี้ยุโรปในทันที
ทั้งสองประเทศเรียกร้องให้กลุ่มประเทศยูโรโซนจัดตั้ง “รัฐบาลเศรษฐกิจยูโร” เพื่อให้นโยบายด้านเศรษฐกิจและการคลังของประเทศสมาชิกสอดคล้องกันมากขึ้น
โดย “รัฐบาลเศรษฐกิจยูโร” จะสามารถช่วยให้เศรษฐกิจกลุ่มยูโรโซนมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเรียกร้องให้มีการเก็บภาษีธุรกรรมการเงินเพื่อลดการขาดดุลทางการคลัง
อีกทั้งยังเสนอให้มีการบรรจุระเบียบเรื่องการจำกัดยอดขาดดุลงบประมาณไว้ในรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศ เพื่อให้มีการปฏิบัติตามนโยบายเศรษฐกิจและการคลังของยูโรโซนอย่างเคร่งครัดมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคระห์มองว่าการประชุมครั้งนี้ไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิงเนื่องจากไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมและไม่มีข้อเสนอใดที่เป็นประโยชน์เลย และสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนเนื่องจากยังไม่มีสัญญาณว่า จะมีการออกพันธบัตรยูโร เพราะหลายฝ่ายมองว่าพันธบัตรยูโรคือหนทางเดียวที่จะแก้วิกฤตได้ อย่างไรก็ตามซาร์โกซีก็ยืนยันว่าจะไม่มีการออกพันธบัตรยูโรในช่วงเวลานี้อย่างแน่นอน
ธนาคารโลกอัพเกรดสถานะไทยเข้ากลุ่มปท.รายได้ปานกลางสูง
ในขณะที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างหนัก ธนาคารโลกได้ยกระดับประเทศไทย จากประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับล่าง ขึ้นสู่ระดับปานกลางระดับสูง เนื่องจากตัวเลขรายได้ประชาชาติต่อหัวเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ในขณะที่อัตราความยากจนปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ในแต่ละปี ธนาคารโลกจะทบทวนการจัดกลุ่มประเทศต่างๆ ในโลก โดยใช้วิธีการที่เรียกว่า “แอตลาส เมทธอส” หรือการประเมินตัวเลขรายได้ประชาชาติต่อหัวของประเทศนั้นๆ
โดยกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง คือกลุ่มประเทศที่มีรายได้ระหว่าง 3,976–12,275 เหรียญสหรัฐอย่างเช่น จีน มาเลเซีย และไทย ซึ่งมีตัวเลขรายได้ประชาชาติต่อหัวปัจจุบันอยู่ที่ 4,210 เหรียญสหรัฐ
ด้านกิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก กล่าวว่า ไทยควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลผลิตทั้งในด้านอุตสาหกรรม การเกษตรกรรมและด้านการบริการ รวมถึงการพัฒนาการศึกษา และทักษะความสามารถของแรงงาน เช่นเดียวกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เศรษฐกิจประเทศขยายตัวมากขึ้น และช่วยลดช่องว่างระหว่างรายได้ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไปได้







