
ถึงเวลาของอีซีบีก้าวข้ามกรอบฟื้นชีวิตยูโรโซน
ภายใต้วิกฤตหนี้ที่กำลังทำเอายุโรปฟุบตัวลงไปอย่างปฏิเสธไม่ได้นั้น ต้องยอมรับกันว่า ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี)
ภายใต้วิกฤตหนี้ที่กำลังทำเอายุโรปฟุบตัวลงไปอย่างปฏิเสธไม่ได้นั้น ต้องยอมรับกันว่า ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี)
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ภายใต้วิกฤตหนี้ที่กำลังทำเอายุโรปฟุบตัวลงไปอย่างปฏิเสธไม่ได้นั้น ต้องยอมรับกันว่า ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ภายใต้การนำของ ฌอง โคลด ตริเชต์ ได้ก้าวข้ามกรอบและกฎเกณฑ์ที่ถูกกำหนดเอาไว้ และอีซีบีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาวิกฤตหลายต่อหลายครั้ง
“อีซีบีกำลังพบว่า มันเป็นเพียงภาพลวงตาที่จะปักใจเชื่อต่อไปว่าวัตถุประสงค์หลักแห่งการทำงานของธนาคารกลาง คือ หน้าที่ในการสร้างเสถียรภาพของราคาเท่านั้น” พอล เดอ โกรเว ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยลูเวง ในเบลเยียมให้ความเห็น
ภายหลังจากที่อีซีบีได้เข้าช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์หลายแห่งในช่วงวิกฤตการเงินโลกในปี 2550 ด้วยการปล่อยกู้ราคาถูก ตามมาด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรกรีซในปี 2553 เพื่อช่วยให้รัฐบาลกรุงเอเธนส์รอดพ้นจากการเป็นหนี้เสีย ในวันนี้อีซีบียังเดินหน้าสู่การช่วยเหลืออิตาลี และสเปนอย่างเต็มที่ ด้วยการประกาศเตรียมซื้อคืนพันธบัตรอีกครั้งด้วย
จิลส์ โมเอก นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากธนาคารดอยช์แบงก์ ในเยอรมนี ให้ความเห็นว่า ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานั้น ข้อห้ามและกรอบการทำงานของอีซีบีนั้นถูกทำลายราบ อีซีบีได้ทำหน้าที่เกินภาระหน้าที่ในทุกๆ ด้าน
ทั้งนี้ ธนาคารกลางยุโรปได้รับการจัดตั้งขึ้นตามโมเดลของการจัดตั้งธนาคารกลางเยอรมนี ที่จะคงไว้ซึ่งความอิสระในการทำงานอย่างเต็มที่ และเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเข้าครอบงำจากนักการเมืองทีต้องการแสวงหาเงินทุนเพื่อกระตุ้นการเติบโต
“แต่ตัวอย่างจากวิกฤตหนี้ที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศ จี7 เราจะเห็นได้ว่า ธนาคารกลางไม่อาจจะรักษาความเป็นอิสระนั้นได้อีกต่อไป และธนาคารกลางยุโรปเองก็ไม่สามารถปล่อยให้ประเทศใดประเทศหนึ่งล้มละลายลงไปได้” ซิลเวน โบรเยอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากนาติซิกส์ให้ความเห็น
เป็นเพราะว่า หากอีซีบีปฏิเสธการเข้าไปซื้อคืนพันธบัตรของชาติที่มีปัญหาแล้ว อาจจะส่งผลทำให้ในที่สุดการรวมกลุ่มของประเทศยูโรโซนอาจจะถึงขั้นแตกหักกันได้ทีเดียว
การสังเกตการณ์ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ได้ตอกย้ำให้เห็นว่าธนาคารกลางยุโรปได้ปรับบทบาทของตัวเองหลังจากที่ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อ 12 ปีที่แล้ว เพื่อรักษาเอาไว้ซึ่งการรวมกลุ่มของประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร 17 ชาติให้ได้
นักวิเคราะห์มองว่า เนื่องจากอีซีบียังมีอายุน้อยอยู่เมื่อเทียบกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หรือธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ซึ่งนั้นทำให้ธนาคารกลางยุโรปมีเครื่องไม้เครื่องมือแบบสมัยใหม่ในการเข้าแก้ปัญหาต่างๆ ได้ดีกว่า
และเมื่อกล่าวถึงอีซีบี ก็จะไม่กล่าวถึง ฌอง โคลด ตริเชต์ พ่อบ้านใหญ่ของอีซีบีไม่ได้ ในเมื่อลักษณะการดำเนินงานของอีซีบีที่ผ่านมานั้นได้สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะและบุคลิกของตริเชต์อย่างชัดเจน ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเงินสกุลยูโรด้วย
“เขาไม่ใช่นักทฤษฎี เขามีคำมั่นในภาระหน้าที่เพียงสองถึงสามอย่างเท่านั้น เช่น การต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อและการต่อสู้กับปัญหาการขาดดุลงบประมาณ และเขาก็ทำจริงและคล่องแคล่วมาก” โมเอก ซึ่งเคยผ่านมางานร่วมกับตริเชต์ในธนาคารกลางฝรั่งเศสมาก่อนให้ความเห็น
ทั้งนี้ ตริเชต์จะก้าวลงจากตำแหน่งประธานของอีซีบีในปลายเดือน ต.ค.นี้ หลังจากที่ครองตำแหน่งมานาน 8 ปี โดยเก้าอี้นี้จะได้รับการแทนที่โดย มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการธนาคารกลางอิตาลี
“เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหา ตริเชต์สามารถที่จะทำหน้าที่ได้ทันที และสามารถชักจูงเพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่ได้”
นอกเหนือจากโครงการการเข้าซื้อคืนพันธบัตรเพื่อแก้ปัญหาหนี้ของหลายชาติแล้ว ยังเห็นได้ชัดว่าที่ผ่านมาอีซีบีถือว่าเป็นผู้เล่นสำคัญในการให้ความช่วยเหลือกรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส
ในช่วงที่ผ่านมาอีซีบียังเป็นผู้กำหนดทิศทางของคณะกรรมการด้านความเสี่ยงแห่งยุโรป (อีเอสอาร์บี) ซึ่งจากรายงานของสื่ออิตาลีล่าสุดนั้น บอกว่า อีเอสอาร์บีนี้เองที่เป็นผู้สั่งให้รัฐบาลกรุงโรมต้องออกแผนการลดค่าใช้จ่ายครั้งใหม่ โดยได้ส่งจดหมายตรงไปถึงนายกรัฐมนตรี ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ทีเดียวเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ถ้าหากอิตาลีต้องการให้อีซีบีเข้าไปช่วยซื้อคืนพันธบัตรของอิตาลี ในขณะที่อีซีบีกำลังเพิ่มบทบาทเป็นผู้เล่นมากขึ้น ในขณะเดียวกันนั่นก็หมายถึง ความอ่อนแอของสถาบันอื่นๆ ของยุโรปเช่นกัน ที่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“อีซีบีกำลังทำหน้าที่นี้ เพราะสถาบันอื่นๆ ล้มเหลวไม่สามารถทำงานได้” ฌอง ปิซานีเฟอร์รี จากสถานบันบรูเกล ในกรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม กล่าว
“สิ่งนี้กำลังแสดงให้เห็นถึงความไม่สมดุลกันของระบบสถาบันต่างๆ ที่คณะกรรมการยุโรป (อีซี) นั้นอ่อนแอเกินไป ที่บรรดาผู้ปกครองรัฐต่างๆ ของยุโรป และรัฐบาลต่างๆ ไม่มีความมั่นใจในอีซีนัก และก็กลับกลายเป็นว่า อีซีบีนั่นเองที่ผู้นำรัฐบาลพูดคุยด้วยมากกว่า”
ปิซานี เสริมด้วยว่า ถือเป็นการปฏิรูปที่ละเอียดอ่อนทีเดียวสำหรับธนาคารกลาง ที่อาจจะทำให้เกิดการโต้เถียงกันขึ้นในทางการเมือง ถึงบทบาทหน้าที่ของธนาคารกลางยุโรปที่อาจจะสร้างความไม่สบายใจนักและที่ผ่านมา ก็เพราะว่าความแตกแยกทางการเมืองของกลุ่มประเทศยูโรโซน 17 ชาตินี้เอง ที่ทำให้ยูโรโซนกลายเป็นอัมพาต ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และเกือบจะทำให้หลายชาติกลายเป็นหนี้เน่าด้วยซ้ำ







